บทความที่ได้รับความนิยม

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กลยุทธการเทรดหุ้นแบบ technical สำหรับมือใหม่



.....by แท๊กซี่นิรนาม


จากคุณ : แท็กซี่นิรนาม เขียนเมื่อ : 18 ก.ย. 53 14:49:00
basic trading strategy



1. รู้นิสัยตัวเอง

หาตัวเองให้พบให้เร็วที่สุดแล้วอย่าโกหกตัวเอง ยิ่งพบเร็วยิ่งเสียน้อย

คนเราเล่นหุ้นสั้นยาวไม่เหมือนกัน บางคนวันนึงซื้อขายหลายรอบ บางคนซื้อแล้วเก็บไว้เป็นปี ให้พวกนึงไปเล่นอีกแบบนึงก็คงทรมานใจตาย หาความสนุกอะไรกับการเล่นหุ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นขอให้หาตัวเองให้เจอเร็วๆว่าตนเองถนัดแบบใด

             1.1 สำหรับคนเล่นสั้นมากๆหรือพวก day trader ต้องยอมรับความจริงว่าเสี่ยงมากเช่นกัน มันเป็นวิธีเทรดที่ยากที่สุด เรียนรู้เพื่อเอาชนะมันได้ยากที่สุด ถ้าเปลี่ยนตัวเองไม่ได้ก็ต้องมาศึกษาเรื่อง technical analysis อย่างหนักที่สุด เอาให้แม่น เอาให้ advance เลย ไม่มีทางอื่นสำหรับคนเล่นแบบนี้ เมื่อรู้กราฟทะลุปรุโปร่งแล้วจึงมาหัด swing trade strategy วันนึงหุ้นมันจะสวิงได้ 2-4 รอบ ต้องเรียนรู้ที่จะจับจังหวะมันให้ได้ ต้องเรียนรู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุด เมื่อไหร่ถึงจะมีโอกาสสู้ชนะ ยิ่งเล่นสั้นยิ่งต้องใช้ความอดกลั้นสูงอย่างที่สุด มีวินัยอย่างที่สุด

สำหรับ day trader

- ห้ามเล่นมั่ว


- ห้ามเสี่ยง


- เวลาพลาดแล้วหลงจังหวะสวิงของหุ้น ต้องหยุดแล้วถอยออกมาตั้งหลัก อ่านเกมส์ให้ขาดก่อนจึงจะกลับเข้าไปใหม่ได้ ห้ามหน้ามืดตามัวคิดเอาคืนเป็นอันขาด เวลาได้ก็ห้ามหลงระเริงลำพองใจ

ถ้าทำตามนี้ไม่ได้ ห้ามเดย์เทรด ทำไปก็เท่ากับเอาเงินไปยกให้เจ้าเปล่าๆ

       และถึงที่สุดก็ต้องยอมรับชะตาชีวิตตนเองว่าโดยรวมแล้วเราจะได้น้อยกว่าชาวบ้าน คนที่เดย์เทรดเก่งๆแล้วอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะเขาได้เยอะ แต่เป็นเพราะเขาเสียน้อย เวลาเสียเขารู้จักที่จะหยุดยั้งไม่ให้เสียมากได้ เพราะธรรมชาติเดย์เทรด ต่อให้เป็นมือดีๆ ตอดกินได้สิบทีถึงเสียทีนึง แต่ในทีที่เสียถ้าพลาดกลับตัวไม่ทันล่ะจะเสียหนักมากมายจนคืนไอ้ที่กินมาได้ไปจนหมด เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ได้คือคนที่เวลาเสียแล้วเสียไม่หนัก อาศัยหากินตอดจ้าวได้ไปวันๆ

       ถ้าคุณเล่นสั้น แต่ได้สลับเสีย คุณไม่ใช่เดย์เทรดเดอร์ ผมแนะนำให้คุณไปเล่นป๊อกเด้ง ...ชีวิตจะเลวร้ายน้อยล

         1.2 พวกเล่นสั้นหรือเล่นตามรอบ - กลุ่มนี้ก็ต้องแม่นในเทคนิคัลเช่นกัน อย่างน้อยก็ต้องดูเทรนด์ให้เป็น ดูออกว่าช่วงไหนเทรนด์เข้าไม่เข้า ธรรมชาติหุ้นมันจะวิ่งเป็นรอบๆ ถ้าเอารอบเล็กรอบนึงก็ประมาณ 2-4 สัปดาห์ แล้วจะมีพักปรับฐานซักประมาณครึ่งนึง(ของทั้งระยะทางและเวลาที่มันวิ่งมา) แล้วค่อยวิ่งต่อ มันจะวิ่งไปได้อย่างนี้ไม่ค่อยจะมีเกิน 3-4 รอบ แล้วก็ซึมยาวรอจนกว่าจะมือะไรใหม่ๆมาเปลี่ยนพื้นฐาน ถ้าเปลี่ยนเป็นดีขึ้นก็วิ่งต่อ ถ้าเปลี่ยนเป็นแย่ลงก็กลับเป็นเทรนด์ลง ซึ่งก็จะลงไปในลักษณะคล้ายๆกับตอนขึ้นคือลงเป็นรอบๆเช่นกัน

        รอบนึงหุ้นส่วนใหญ่มันจะวิ่งได้ 10-20% ปรับฐาน 5-10% โดยทั่วๆไปตลาดมันจะออกมาประมาณนี้ยกเว้นมีเหตุผิดปกติอะไรมาผสมโรง เพราะฉะนั้นเป้าหมายที่คนเล่นรอบตั้งเป้าได้คือได้กำไรรอบนึง 10% ซึ่งก็จะอยู่ที่ประมาณเดือนนึง ปีหนึ่งๆจะมีอย่างนี้โดยเฉลี่ยแล้วแค่ 3-6 เดือน ฉะนั้นเป้าหมายที่ practical คือกำไรปีละ 30% ดูเหมือนเล่นแบบนี้จะง่ายที่สุดและปลอดภัย แต่ส่วนใหญ่กลายเป็นไม่...เพราะ

      - ไปฝืนเทรนด์ ถ้ารักจะเล่นรอบต้องยึดเทรนด์เป็นหลัก ห้ามฝืน ห้ามสู้ในเวลาที่ไม่ควรสู้ ถ้าพลาดแล้วต้องถอยฉากออกมาตั้งหลักทันที ห้ามดื้อ ห้ามอมหุ้น เวลาที่เล่นได้คือเวลาที่หุ้นวิ่งเท่านั้น พอมันปรับฐาน-ขาย พอวิ่งต่อ-ซื้อ พอมันปรับฐาน-ขาย พอมันลง-ถือเงินสด อย่างนี้ไปเรื่อยๆ เล่นอย่างนี้จะเสี่ยงน้อยที่สุด อย่าไปทะลึ่งสู้ตอนมันปรับฐาน อย่าสู้กับเทรนด์ลง(อันนี้ไม่นับพวกเล่นอย่างอื่นนะ) ถ้าไม่แน่ใจว่าตอนนี้เทรนด์อะไรให้กำเงินสด อย่าเพิ่งไปยุ่ง หุ้นน่ะไม่ใช่มะม่วง มันมีให้เราซื้อเสมอ


     - เล่นเร็วไป ยังอ่านไม่ออก ยังไม่แน่ใจว่าอะไรเป็นอะไรก็ไปทะลึ่งซื้อซะแล้ว เวลาขายก็ดันรีบขาย เสี่ยงทั้งทีแทนที่จะกินคำโตกลายเป็นต้องมาตอดเล็ดตอดน้อย แล้วพอพลาดไอ้ที่ได้มาก็หายหมด อันนี้เป็นปัญหาที่เจอบ่อยที่สุดของมือใหม่


    - เล่นช้าไป อันนี้มักจะเจอตอนหุ้นปรับตัว ก็ต้องกลับไปที่เทรนด์อีกนั่นแหละ ดูให้ออก ถ้าดูไม่ออกก็เอากำไรไว้ก่อน อย่าไปหวังลมๆแล้งๆว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็คงขึ้น เล่นหุ้นไม่ใช่แทงหวย มันอยู่ที่เราไม่ได้อยู่ที่โคนต้นไม้

       เล่นรอบปกติจึงอยู่ที่รอบละ 2-4 สัปดาห์ เดือนนึงจะกลับมากำเงินสดหรือบางคนใช้วิธีปรับพอร์ต(ในกรณีพอร์ตใหญ่มากๆ)แค่ครั้งสองครั้ง ปีๆนึงบางทีก็ถือหุ้นแค่ครึ่งปื ไอ้พวกที่(ตรากตรำทน)ถือหุ้นได้ทั้งกะปีสีกะชาติหรือซื้อๆขายๆมันเรื่อยเปื่อยทุกวันนั้นจึงไม่ใช่พวกเล่นรอบ

พวกนี้จัดได้อยู่ในกลุ่มเดียว ...คือเล่นมั่ว

        1.3 พวกถือยาว ยาวเป็นหลายๆปีนะ ไม่ใช่ถือมาแค่เดือนสองเดือนแล้วมาบอกว่ายาวแล้ว...ไอ้บร้า

    กลุ่มนี้ต้องศึกษา vi ครับ ผมไม่ค่อยถนัดเล่นแบบนี้ รู้อย่างเดียวแต่ว่าเล่นวิธีนี้เป็นวิธีที่ได้เงินเป็นกอบเป็นกำที่สุด

2. เปลี่ยนนิสัยตัวเอง

         หลังจากรู้นิสัยตัวเองแล้ว ถ้าพบว่านิสัยนั้นมันเสี่ยงเกินไป มันทำให้เราเสียหาย ก็ให้ฝึกฝนเปลี่ยนซะ อย่างนิสัยเล่นสั้นๆ ผมเชื่อว่าพวกเดย์เทรดเดอร์นี่ที่เป็นอย่างนั้นเพราะถนัดอย่างนั้นจริงๆนี่มีน้อยมาก ไอ้ที่จะเล่นมันจนเชี่ยวชาญใช้เป็นอาชีพได้คงมีไม่เท่าไหร่ ส่วนใหญ่พวกเดย์เทรดเดอร์ที่ผมเจอคือพวกนิสัยเสียซะมากกว่า

      รู้ว่าเสียแล้วก็แก้ไขซะ แก้ไม่ได้ก็ควรเลิก ย้ายบ้านไปอยู่ชายแดนเขมร เข้าบ่อนทุกวันชีวิตยังอาจจะดีกว่า ถ้าเลิกไม่ได้ก็ให้ทำใจรับสภาพซะว่าเราจะเอาเงินมาถลุงกับไอ้นิสัยเสียๆของเรานี่ได้อีกเยอะ

       แล้วก็อย่าได้ดูถูกอาซิ่มที่เช้ามาก็ไปเล่นตามห้องค้า จิ่มโน่นจิ้มนี่ไปเรื่อยทั้งวัน ผมเคยเจอมาแล้ว ป้าทั่นเปิดกราฟที 5 หน้าต่าง ตอดจ้าวมันได้ทุกวัน วันละ 2-3 พัน พอได้ครบก็เลิก ไม่มีเล่นต่อ บอกจะไปซื้อกับข้าว ...โคตรมหาเทพปลอมตัวมาในร่างยัยซิ้ม

3. เทคนิคัลคือการเล่นกับจังหวะเวลา

       เราซื้อเมื่อควรซื้อ ขายเมื่อควรขาย ราคาเท่าไหร่ไม่เกี่ยวเลยครับ กำไรก็ดี ไม่กำไรก็ดี (แต่ขาดทุนนั้นไม่ค่อยจะดี) ถ้าระบบเราถูกต้อง ผลดีมันจะตามมาเอง จากประสบการณ์ผมแบ่งคนเล่นเทคนิคัลเป็น 3 พวก พวกแรกคือดูแท่งเทียน(รวมทั้งไอ้เส้นทั้งหลายที่แปลงมาจากมัน) สองคือพวกดูกระแสเงิน สามคือพวกดูคลื่น ทั้งหมดจะซื้อเมื่อตอนหุ้นกำลังจะขึ้น ย้ำตามอีกดอกตอนมันยืนยันการขึ้นแล้ว ส่วนอีกดอกเก็บไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด จะใช้ตามไม้สุดท้ายหรือใช้แก้สถานการณ์ยังไงก็ตามแต่ ทั้งหมดล้วนเล่นกับการกลับตัวเข้าเทรนด์ เวลาซื้อขายไม่มีใครสนราคา ถ้ามันควรซื้อ แพงก็ซื้อ ถ้ามันควรขาย ถูกก็ขาย

ผมไม่เคยเห็นคนเล่นเทคนิคคนไหนบอกเราจะซื้อหุ้นตรงราคานี้เพราะมันถูกแล้ว แล้วจะไปขายตรงนั้นเพราะได้ราคาดี หุ้นนะไม่ใช่ปลาสลิด...บร้า

เล่นหุ้น...ห้ามเดาราคาเอาเองว่ามันควรเท่าโน้นเท่านี้เป็นอันขาด ผมเห็นใครเดาราคาผมรู้เลยไอ้นี่มั่ว(อันนี้ไม่เกี่ยวกับแนวต้านแนวรับนะครับ) หลักๆของการซื้อขายเลยคือ

     - ซื้อเมื่อหุ้นขึ้น ยิ่งขึ้น ยิ่งมั่นใจว่าขึ้นยิ่งซื้อ (เฉลี่ยซื้อขาขึ้น) คนที่เล่นซื้อตอนมันลงนี่คือคนเล่นมั่ว ยิ่งลงยิ่งถัวเฉลี่ยซื้อขาลง แล้วก็ติดหุ้น ก๊ากกกกกกกกกก


     - ขายตอนมันเริ่มลง มั่นใจว่าลงแน่ยิ่งต้องขายให้หมด (เฉลี่ยขายขาลง) ผมเห็นแมงเม่าชอบทำตรงข้าม คือไปขายตอนมันขึ้น ขายแล้วก็มาบ่นว่าทำไมชั้นเป็นหมูอู๊ดๆ ...ก็หมูเอง เดินลงหม้อเอง ไม่ได้มีใครเค้าเอาปืนไปจ่อเร้ย


     - ผิดจังหวะ ให้เปลี่ยนทันที ถ้ารู้ว่าพลาดต้องยอมทันที อย่าดื้อ ผมมีนิสัยเสียอยู่อย่าง คือซื้อแล้วต้องเขียว เขียวเท่านั้น ซื้อแล้วดันแดง แม้แต่ช่องเดียวผมก็ขาย เวลาขาย ขายแล้วต้องลง ถ้าเราขายแล้วมันดันขึ้นต่อผมตามซื้อ แพงกว่าเดิมก็ซื้อ ผมถือคติพอร์ตผมห้ามมีสีแดง ...เกลียดมาก ผมถือว่านี่เป็นการฝึกตัวเองอย่างหนึ่ง เหมือนนักกีฬาเล่นแล้วต้องชนะ ฝึกให้เคยชินกับการเล่นเพื่อการชนะ ไม่ใช่แดงแจ๋ทั้งพอร์ตมันทุกวี่ทุกวันจนหดหู่และเคยชินกับการแพ้ ...ไม่ดีอย่าทำ

มือใหม่อาจจะไม่ต้องเขี้ยวขนาดผมก็ได้ แต่ควรฝึก ฝึกอย่างนี้จนเราเคยชินกับจังหวะของหุ้น ต่อไปถ้าซื้อทีไรก็เขียว ขายทีไรมันก็ลงต่อ เป็นอย่างนี้ซักอย่างน้อย 4 ครั้งใน 5 ครั้งจึงจะถือว่าเริ่มใช้ได้

เทรดหุ้นทุกครั้งคือความเสี่ยง เพราะฉะนั้นเสี่ยงทั้งทีแล้วต้องได้ให้คุ้ม อย่าไปยอมมันง่ายๆ สู้ๆ

     - สำหรับคนที่ชอบอ้างว่าไม่ขายไม่ขาดทุนนั้นคือคนเสียสติ

ไอ้แดงๆที่มันอยู่ในพอร์ตคุณนั้นน่ะคุณเอาเงินซื้อมามั้ย หรือเอาหอยขมไปแลกมา ถ้ามันเป็นเงินแล้วมันจะไม่ขาดทุนได้ยังไง แน่จริงคุณก็เอาไปขายให้มันไม่ขาดทุนให้ดูหน่อยดิ ...จะบ้าเรอะ ขาดทุนอยู่ทนโท่แทนที่จะเอาเงินไปต่อกำไรจากตัวอื่นมาชดเชยที่ขาดทุน กลับมาปล่อยเงินจมปลักอยู่กับหุ้นเน่าๆที่หาอนาคตอะไรไม่ได้ แล้วก็มาอ้างว่าเงินเย็น ไม่ต้องรีบใช้

ไม่กล้าขาย ดื้อไม่ยอมรับความจริง ...มันก็แค่นั้น ถ้าเย็นจริงก็เอาเงินที่จมอยู่ในพอร์ตเน่าๆทั้งหลายนั่นมาให้ยืมหน่อยดิ แล้วเดี๋ยวตอนคืนจะไปซื้อมันกลับมาคืนให้ ...เอาปะ รักนักก้อ เอิ๊กกก

4. ความมั่นใจคือพื้นฐานของการทำกำไร

เมื่อซื้อ ต้องมั่นใจซื้อ

เมื่อขาย ต้องมั่นใจขาย

ไม่ใช่กล้าๆกลัวๆซื้อ ตาลีตาลานขาย ตัดสินใจกับเงินก้อนล่ะเป็นหมื่นเป็นแสนด้วยอารมณ์โลภหรือกลัวมันถูกมั้ยละนั่น ถ้าครั้งไหนที่คุณจะคีย์ซื้อคีย์ขายแล้วยังมีอาการตื่นเต้น ยังมีใจเต้นตุ๊บๆ มีเหงื่อซืมฝ่ามือ ก็ให้ถอยออกมาตั้งสติ ถามตัวเองนี่กรูกำลังลงทุนหรือกำลังจั่วไพ่กันแน่ฟระ

...จะบ้าเรอะ จะซื้อจักรยานให้ลูกซักคันยังดูแล้วดูอีก หาร้านที่มันถูกๆ บริการหลังการขายดี นี่จะซื้อหุ้นตัวนึงอย่างน้อยก็ต้องมี 2-3 หมื่น ดันหลับหูหลับตาจิ้ม จิ้มแล้วบางทียังมีมาภาวนานะ ได้ดีไม่ได้ดี ...ไม่เอา cancel ดีฝ่า ขายแล้วยังมีอาการทุรนทุราย ...ชั้นทำถูกรึป่าวนี่

นี่มันเสี่ยงเซียมซีแล้ว ...ไม่ใช่เทรดหุ้น ลองสังเกตุตัวเองดูดิ ว่าเวลาที่เราเทรดแบบนั้น สติสตังเราแจ่มใสอ่านตลาดออก 100% รึป่าว เล่นแบบนั้นเรามักได้หรือมักเสีย ...คนเล่นหุ้นเป็นน่ะ เขาชัวร์ ชัวร์ก่อนเทรด เทรดอย่างมั่นๆ ฟันกำไรนิ่มๆ ขาดทุนก็จำไว้ ...ก็เท่านั้น เอิ๊กกก

เราสังเกตุกับตัวเอง ทุกครั้งที่เราเทรด ถ้าเรามั่นใจ เรากำไรเกือบทุกครั้ง ถ้าเราไม่มั่นใจ ผลคือ 50:50 เราจึงได้บทเรียนจำขึ้นขมองเลย

...ไม่มั่นใจ ห้ามเทรด

5. การจัดการเงิน สำคัญไม่น้อยกว่าการอ่านตลาดออก

       ทีนี้ความมั่นใจมันจะมีได้มันก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นในตัวเองว่าเรารับมือได้ทุกสถานการณ์มั้ย ถ้าเราแทงแบบหมดหน้าตัก เกิดผิดพลาดขึ้นมา เราเอาอยู่รึเปล่า เหตุผลนึงที่คนเล่นหุ้นเป็นเขาเทรดอย่างมั่นใจมาก เพราะเขามีกลยุทธในการเทรด ไม่ใช่แทงได้เสีย...ได้เสีย แล้วก็มีสิทธิเดินใส่เกงลิงตัวเดียวกลับบ้าน ...เล่นอย่างนั้นมันจะเอาความมั่นใจมาจากไหน (ยกเว้นคุณเมายา)

       เบสิคเลยคือแบ่งเงินเป็น 3 ก้อน มีทัพหน้า ทัพกลาง ทัพหลัง ทัพหน้าใช้โจมตี ทัพกลางใช้กระหน่ำเลยเวลาได้เปรียบ ทัพหลังใช้หนุนเพื่อชัยชนะเบ็ดเสร็จหรือใช้แก้ไขสถานการณ์เผื่อบางสิ่งไม่เป็นไปตามแผน อย่างน้อยจึงต้องมี 3 ทัพ ไม่ใช่ทุ่มตีมันทีเดียวหมดทั้งตัว เกิดพลาดมาอะไรจะเหลือ ...ใช่ปะ

       อันนี้คือพื้นฐานของ DSM ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่ไปแบ่งยิบย่อยเกินอย่างที่หลายคนเข้าใจผิดนะ การเฉลี่ยซื้อ เฉลี่ยขายไม่ได้หมายความให้คุณซื้อทีนึง 10 ตัว เผื่อกำไร 7 ขาดทุน 3 ...อันนั้นคือเหวี่ยงแหมั่วแล้ว เล่นไปทั้งชาติก็ไม่ได้กำไรเป็นน้ำเป็นเนื้อ สำหรับปอดเล็กๆ มีหุ้นแค่ 2-3 ตัวก็พอ(อย่างมากไม่ควรเกิน 5) ขอให้อ่านให้ขาดว่าตัวไหนเป็นอย่างไร อยู่ในระยะไหน

       แล้วพอร์ตแค่ไหนล่ะถึงจะถือว่าเล็ก ต่ำล้านผมถือว่าเล็ก ให้เล่นง่ายๆไว้ก่อน เกินกว่านั้นจึงควรมีระบบจัดการซับซ้อนขึ้นไปอีกระดับ(สำหรับคนเล่นปลอดภัย อาจต้องเริ่ม hedging) แล้วเล็กสุดที่พอจะเล่นได้ควรจะแค่ไหน ...จริงๆแค่ไหนก็เล่นได้แหละ แต่ถ้าคิดจากค่าคอมขั้นต่ำวันละ 50 แล้วเราอยากแบ่งพอร์ตออกเป็น 3 ทัพดังกล่าว เทรดทีละทัพไปกลับใน 1 วันไม่ควรจะต่ำกว่าสามหมื่นสาม(ไม่งั้นเสียดายค่าคอม) ทัพนึงก็หมื่นเจ็ด ดังนั้นอย่างน้อยพอร์ตเล็กสุดจึงควรจะอยู่ที่ 5 หมื่น น้อยกว่านี้เล่นแล้วอึดอัด ...เสียเปรียบเค้าเกินไป จะเล่นหุ้นควรมีเงินเย็นเก็บเท่านี้ในการเริ่มจ้า

---


ขอแค่นี้ก่อนเด้อ ...ไว้นึกอะไรออกจะมาเขียนใหม่ โชคดีมีกะตังค์ครับทุกทั่น

      เพื่อนๆ เรื่อง "Becoming the hedger" นี่คงต้องอีกสักระยะล่ะนะกว่าผมจะเขียนได้ เพราะถึงตอนนี้เอง ผมว่าผมก็ยังไม่ทะลุปรุโปร่งกับมันเท่าที่ควร


      แล้วมันมีประโยชน์เฉพาะกับคนปอดใหญ่ด้วย อย่าง basic ที่สุดเล่น options ควบด้วย (เบื้องต้น futures อย่าเพิ่ง...อันตราย) ถ้าเอาแค่ 1 สัญญาเพื่อทำ return enhancement ด้วยการ covered พอร์ต พอร์ตก็ต้องมีซักแสนสามแล้วเพื่อให้มันล็อคกำไรได้พอดีกัน 


     แต่ความจริงแค่นั้นมันไม่มีทางพอเลย เพราะมันจะมีสถานการณ์ที่ต้องเติม options ลงไปอีกซีรีส์เพื่อ rollover แล้วถ้าจะให้เซ๊ฟที่สุดต้องมีช่องให้เติม futures ลงไปผสมอีกสัญญา เฟ็กซ์สัญญานึงก็ต้องมี options รองรับ 5 สัญญาละ เบ็ดเสร็จถ้าจะ hedge ให้ได้ครบถ้วนเกือบทุกกลยุทธต้องมีพอร์ตฝั่งเฮดจ์เท่ากับ 10 สัญญา balance กับฝั่งพอร์ตหุ้นก็ต้องล้านสาม เบ็ดเสร็จรวม 2 พอร์ตก็ประมาณ 2 ล้านบวกกับอีก 1 ล้านเผื่อเงินวางไม่พอโดน call margin เป็น 3 ล้าน ในสินธรมีคนเล่นระดับนี้ผมว่ามีแค่ 20% ล่ะมั้ง 


     แล้วจาก 20% นั่นเค้าจะสนใจการ hedging กันสักกี่คน การเล่นปลอดภัยมันไม่ได้มีแต่วิธีเฮดจ์วิธีเดียวซะเมื่อไหร่ การถือยาวหรือเล่นแบบ DSM เอาเฉพาะกำไรมาหมุนต่อเงินก็ปลอดภัยไม่ได้น้อยกว่ากัน ดังนั้นเขียนไปเขียนมาก็อาจจะไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับใครเท่าไหร่นัก ขนาดตัวผมเองจริงๆก็ยังมีไม่ถึง ยังไม่ได้เล่นแบบนั้นเลย แต่ชอบศึกษาล่วงหน้าเพื่อที่จะได้รู้ทันขาใหญ่ และไว้เผื่อเราจะมีวันนั้นมั่ง ก๊ากกกกก...


      ผมถึงบอกไว้ข้างบนว่าพอร์ตต้องซักล้านอัพถึงจะเริ่มมองวิธีเฮดจ์ได้ อันนี้รวมกองทุนด้วยนะ ยิ่งเป็นกองทุนยิ่งต้องใช้เฮดจ์เพราะมันอุ้ยอ้ายกว่าหุ้น จะโยกจะหนีอะไรบางทีก็โคตรช้าเกิน ใครมีพวก LTF RMF เยอะๆแบบผมนี่ควรศึกษาพวก options ไว้มั่งก็ดี


      แต่ถ้าจะเอา arbitrage ด้วยเผื่อมีไอ้ทะลึ่งที่ไหนมา manipulate ราคาให้ไม่เข้าท่า จะทิ่มมันให้หน้าหงายได้อย่างปลอดภัยผมว่าสามล้านก็ไม่พอ ต้องมีสิบอัพ ถ้ามีขนาดนั้นล่ะก็ทำกองทุนส่วนตัวได้เลย จะผสมสูตรสร้างตราสารสังเคราะห์ยังไงก็ทำได้ แบ่งเงินเป็น 5 ส่วน covered ทุกตลาด ทั้งตลาดเงิน หุ้น อนุพันธ์ ฟอเร็กซ์ commodities ทีนี้ล่ะมันส์ มันโง่มาเราทิ่มไปแล้วไป covered ในอีกตลาดเผื่อมันทิ่มกลับ ...แทบจะปิดประตูขาดทุน


ผมถึงเตือนมือใหม่เสมอไงว่าอย่าได้สนเลยว่าทำไมจ้าวหรือหรั่งหรือกองทุนบางทีมันดูเหมือนเล่นโง่ๆ มันทำอย่างงี้ทำไม มันทำอย่างโง้นเราควรทำยังไง ...ถ้าไม่เข้าใจก็อย่าไปสนมันเลยจ้า เล่นไปตามระบบของเราน่ะดีที่สุด 


      เพราะในเกมส์ๆนี้ ตลาดหุ้นมันเป็นส่วนเพียงกระจึ๋งเดียวของเครื่องมือของระบบทุนล่าทุน เงินล่าเงิน ไอ้ที่เรานั่งดูกันอยู่ได้ทุกวี่ทุกวันน่ะเป็นแค่กระจ๊อยเดียวของจ้าวเค้า เค้าลากตรงโน้น ไปทุบตรงนี้นี่เป็นแค่ติ่งเดียวของกลยุทธเค้า การที่มันซื้อไม่ได้แปลว่าหุ้นจะขึ้นเสมอไป การที่มันขายก็ไม่ได้แปลว่าหุ้นจะลงเสมอไป มันไปดักกิน ดักรอตบเราในตลาดฟิวเจอร์ ตลาดฟอเร็กซ์อะไรของมันได้เยอะแยะตาแป๊ะไก๋ เรานั้นแค่เป็นผู้โดยสารอยู่บนเรือน้อยลอยคออยู่ในมหาสมุทรทางเกมส์การเงินอันใหญ่โตไพศาล เกมส์นี้เงินน้อยเสียเปรียบเงินใหญ่เสมอ ฉะนั้นจงเล่นตามระบบ เกาะเค้าไป หากินกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจเพราะจ้าวต่อให้มันใหญ่คับโลกมาจากไหน มันก็ฝืนธรรมชาติไปไม่ได้นานหรอกครับ(ซับไพรม์คือตัวอย่าง) 


       เราเล่นแบบลงทุนผสมเก็งกำไรแบบนี้เท่านั้นจึงจะมีทางรอด อย่าได้ไปเล่นเสี่ยงแบบการพนันเลย เพราะถ้าจะเล่นหุ้นแบบการพนัน ตลาดหุ้นเป็นเกมส์การพนันที่ห่วยแตกที่สุด เจ้ามือมีแต้มต่อลูกมือเยอะมั่กๆ เยอะกว่าการพนันทุกชนิด ขนาดหวยเลข 2 ตัว 3 ตัวแต่จ่ายแค่ไม่กี่สิบเท่าที่เราว่าทำไมเจ้ามือมันได้เปรียบเราหลายเท่านักฟระ ไอ้นั่นเจ้ามือก็ยังเอาเปรียบเราน้อยกว่าจ้าวหุ้นอีก ใครเล่นหุ้นเป็นการพนันนึ่สำหรับเราจึงว่าโคตรโง่เลย เอาเงินไปเข้าบ่อนเขมรยังมีโอกาสเสียน้อยกว่าเยอะ


       เป็นแมงเม่าก็ใช้ข้อดีของการเป็นแมงเม่าให้เป็นประโยชน์ เราตัวเล็ก กลับตัวได้เร็ว จะซื้อจะขายยังไงก็ทำได้เลย แต่จ้าวมันทำไม่ได้...อย่าลืม แค่มันอยากเปลี่ยนตัวเล่นทีมันยังต้องอาศัยการรินขายเป็นเดือน จะซื้อทีก็ต้องดักซื้อกันเป็นปีจึงจะเข้าเป้า มันถึงต้องมีระบบ hedge อะไรของมันพิศดารพันลึกไง เพราะมันทำอะไรไม่ได้ในทันทีจึงต้องมีเครื่องมือประกันความเสี่ยง รักษากำไร อุดประตูขาดทุน เราอาศัยเล่นตามมัน มองอะไรให้ไกลๆเป็นการลงทุนซะหน่อย แต่เวลาจะหนีจะกลับทิศทางยังไงเราก็เร็วกว่าเจ้า ได้เปรียบมันตรงนี้เยอะ ใช้ให้เป็นประโยชน์ ...ไม่ใช่ดื้อแพ่ง อมหุ้นเน่าไว้ได้เป็นปีๆ ทำตัวเป็นเจ้าไปได้ เจ้าที่ไหนมันจะโง่อมหุ้นเน่าๆแล้วหวังว่าสักวันมันจะกลับมาแบบนั้นล่ะ จ้าวนี่ถ้ามันจะทิ้งจริงๆมันทิ้งทุกราคาแหละ ไม่สนห่าไรเลย ...เคยเจอปะ


      เป็นแมงเม่าทั้งทีก็ขอให้เป็นแมงเม่าเจียมตัวและใฝ่สันติ เม่ามันสมองน้อยอยู่แล้วยังจะทะลึ่งไปอวดฉลาดแทงได้แทงเสียสู้เค้า ...ก็ตายก็เท่านั้น ตายไปก็แค่เผา แล้วก็มีแต่คนสมน้ำหน้า จะมาหาเหรียญกล้าหาญไรก็ไม่มีใครเค้าสนหรอก ...จำไว้นะจ๊ะ อย่าเล่นหุ้นปั่น


เอิ๊กกกกกกก...สวดยาว
=============================


จากคุณ : แกร๊กกูล่า เขียนเมื่อ : 18 ก.ย. 53 15:22:09

ตอบในฐานะคนเคยทำหุ้น (ลากหุ้น)


Technical ใช้ได้กับบางสถานการณ์ครับ


เน้นดูภาพรวมปลอดภัยที่สุด


จากที่ผ่านมา ตรงไหนแนวรับ แกล้งรับ แล้วปล่อยไหล


ตรงไหน แนวต้าน เติม Offer แหลกลาน พอจังหวะเผลอ


ยก สอง  สาม ช่อง สุดท้ายคนก็ตาม


แค่มาแชร์อีกแง่มุมนึงนะครับ


ต่างคน ต่างสไตล์ ขอบคุณครับ ^^


จากคุณ : แกร๊กกูล่า
=====================================
ที่มา: http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I9701979/I9701979.html

หุ้นปั่น



รู้ทันหุ้นปั่น

รู้ทันหุ้นปั่น ตอนที่ 1
“รู้ทันหุ้นปั่น”


จะมีทั้งหมด 5 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 : หุ้นปั่น...ปั่นหุ้น!?!
ตอนที่ 2 : ขั้นตอนในการปั่นหุ้น (การเลือกตัวหุ้น, การกระจายพอร์ค, การเก็บสะสมหุ้น)
ตอนที่ 3 : ขั้นตอนในการปั่นหุ้น 2 (การไล่ราคาหุ้น)
ตอนที่ 4 : ขั้นตอนในการปั่นหุ้น 3 (การปล่อยหุ้นและบทสรุป)
ตอนที่ 5 : หมายเหตุปั่นหุ้น
=======================================


รู้ทันหุ้นปั่น ตอนที่ 1
หุ้นปั่น...ปั่นหุ้น!?!

     น่าจะเป็นคำที่นักลงทุนในตลาดหุ้นคุ้นหูและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงที่ ตลาดหุ้นกำลังคึกคักร้อนแรงและอยู่ในช่วง "ขาขึ้น" เป็นภาวะ "กระทิงคึก" สุดๆในขณะนี้


     การซื้อขายที่หนาแน่น ราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง นักลงทุนในตลาดมากกว่าครึ่งนั่งลุ้นกันสุดตัว เพราะเล่นเก็งกำไรระยะสั้นกันวันต่อวัน และวนเล่นกันวันละหลายรอบ ตามข่าวลือ ข่าวปล่อย ที่มีทั้งข่าวจริง ข่าวเท็จ แพร่สะพัดไปในห้องค้าเต็มไปหมด


     ขณะที่ราคาหุ้นหลายๆตัวได้ทะยานขึ้นอย่างหวือหวาโดดเด่นและร้อนแรง สร้างความอู้ฟู่ร่ำรวยให้แก่นักลงทุน โดยหุ้นบางตัวปรับขึ้นมาแล้ว 400-500% และบางตัวปรับขึ้นไปได้ถึงหลัก 1000% หลายตัวปรับชนเพดานสูงสุด (30%) ติดต่อกันหลายวัน การซื้อขายหุ้นกระจุกตัวอยู่ที่หุ้นตัวใดตัวหนึ่งสูงผิดปกติ ก่อนจะวนไปกระจุกตัวในหุ้นตัวอื่นๆต่อ


      เสียงที่อื้ออึงพูดกันถึง "หุ้นปั่น" และ "พฤติกรรมการปั่นหุ้น" ได้ดังหนาหูขึ้นทุกที ทั้งยังดูเหมือนกระบวนการปั่นหุ้นในยุคนี้จะซับซ้อนแยบยล และไฮเทคสุดๆ!!


      ใครปั่นหุ้น...ปั่นอย่างไร...หุ้นตัวไหนเหมาะมือน่าปั่น อะไรคือลางบอกเหตุว่าหุ้นตัวนี้กำลังโดนปั่น โปรดติดตาม....!?!


ขาใหญ่ฮั้วกันปั่น 

        จากการสำรวจตรวจสอบขบวนการปั่นหุ้นพบว่า พฤติกรรมการไล่ซื้อเก็งกำไรผสมโรงตามของ นักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การปั่นหุ้นของหัวโจกหรือต้นตอที่จุดพลุ ไล่ราคาปั่นหุ้นประสบผลสำเร็จอย่างสมบูรณ์เพราะการเข้าผสมโรงไล่ซื้อตามเป็นการ "ต่อยอด" ให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นได้ต่อเนื่อง และเป็นสัญญาณให้ "ก๊วนปั่นหุ้น" ใช้เป็นจังหวะในการเทขายทำกำไรได้ในราคาสูง!!

        นั่นหมายถึงรายย่อยได้ตกเข้าไปเป็นเครื่องมือ...เหยื่อ... หรือเครือข่ายหนึ่งของการปั่นหุ้น ในจุดที่เสี่ยงที่สุด!!

        หากจะแยกแยะให้เห็นถึงกรรมวิธีการปั่นหุ้นและกลุ่มคนผู้ร่วมขบวนการปั่นหุ้น ที่เห็นกันดาษดื่นในยุคนี้ คือการเริ่มจุดพลุจากบรรดานักลงทุนรายใหญ่หรือ "ขาใหญ่" ที่มีเงินหนา สายป่านยาวในตลาดหุ้น ซึ่งแต่ละคนมีมูลค่าพอร์ตลงทุนไม่ต่ำกว่า 100 ถึง 1,000 ล้านบาท โดยก๊วนปั่นกลุ่มนี้จะมีผู้ร่วม ขบวนการเป็นบรรดาเครือข่ายขาใหญ่ด้วยกันเอง ก๊วนปั่นแต่ละรายจะมีบัญชีซื้อขายหุ้น (พอร์ต) เปิดไว้หลายโบรกเกอร์ หลายคนก็กระจายไปหลายโบรกฯ พอร์ตใครพอร์ตมัน เส้นทางเงินทองแยกเป็นอิสระต่อกัน แต่เป้าหมายและผลประโยชน์ตรงกัน

        โดยอาจจะนั่งสั่งการ "ปั่น" แยกที่ใครที่มัน หรือรวมตัวกันที่ห้องปฏิบัติการส่วนตัวของขาใหญ่เอง และอาจรวมกลุ่มปั่นกันที่ห้องวีไอพีของโบรกฯใดโบรกฯ หนึ่ง!?!

        ขั้นตอนการปั่นหุ้น ก่อนอื่นเลยคือ การเลือก "ตัวหุ้น" ที่จะปั่นหรือสร้างราคา โดยคุณสมบัติหรือลักษณะเด่น ของหุ้นน่าปั่น และปั่นง่ายนั้น ต้องเป็นหุ้นตัวเล็กที่ราคาไม่สูงมากนัก ประเภทหุ้นต่ำสิบหรือราคาอยู่ในช่วง 10-30 บาท และต้องเป็นหุ้นที่มีจำนวนหุ้นหมุนเวียนซื้อขายในตลาดได้จริงไม่มากนัก

        เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมหรือสร้างราคาให้เปลี่ยนแปลงได้ง่าย และใช้เงินจำนวนไม่มากก็สามารถ ผลักดันราคาให้ปรับขึ้นไปได้ โดยสามารถกำหนดหรือคำนวณวงเงินที่จะใช้ในการปั่นหุ้นแต่ละตัวได้ ซึ่งวงเงินที่ใช้มีตั้งแต่ 400-2,000 ล้านบาท ตามราคาและจำนวนหุ้นที่ซื้อขายได้ในตลาด ซึ่งหุ้นเหล่านี้ถือเป็นหุ้นที่อยู่ในข่าย "หุ้นเหมาะมือ" น่าปั่น

      ที่สำคัญ หุ้นเหล่านี้มักจะมีข่าวหรือมีเรื่องราวหนุนหลัง ที่เป็นปัจจัยเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของบริษัท เช่น ผลการปรับโครงสร้างหนี้ การลดทุน-เพิ่มทุน แตกพาร์หรือแจกวอแรนต์ รวมทั้งการย้ายกลุ่มจากหมวดรีแฮปโก้กลับมาซื้อขายในหมวดธุรกิจปกติ ทั้งนี้ อาจจะเป็นทั้งข่าวจริง ข่าวลือ หรือข่าวคาดการณ์

ค่อยๆลากขึ้นไป "เชือด"

      ก๊วนปั่นหุ้นนี้จะใช้กลยุทธ์ "ทยอยเก็บของก่อน แล้วค่อยปล่อยข่าว" โดยจะค่อยๆ เข้าไปซื้อหุ้นที่ราคายังนิ่งอยู่ในระดับต่ำตุนไว้ในพอร์ตจำนวนหนึ่ง จากนั้นจะนัดกันเข้าไปไล่ซื้อพร้อมๆกัน ในลักษณะไล่ราคา ที่จะทำให้ปริมาณวอลุ่มและราคาหุ้นวิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนทันที ซึ่งมีกรรมวิธีทั้งการเข้าไปตั้งราคาซื้อ (Bid) โดยทุ่มซื้อเป็นลอตใหญ่ๆจำนวนเยอะ และซื้อทุกราคาที่มีคนเสนอขาย หรือการตั้งคำสั่งซื้อโดยซอยคำสั่งเป็นย่อยๆและส่งคำสั่งถี่ๆ และซื้อทุกราคาเช่นกัน เพื่อจะทำให้นักลงทุนทั่วไป เห็นความต้องการซื้อที่หนาแน่นและการทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงของราคาหุ้น เพื่อจูงใจและกระตุ้นให้รายย่อยไหลเข้าไปซื้อเก็งกำไรตาม โดยบางครั้งอาจใช้กลยุทธ์อำพราง โดยชักคำสั่งซื้อออกเมื่อถึงคิวที่จะจับคู่ซื้อได้ เพื่อหลอกล่อให้เห็นว่ามีความต้องการซื้อจำนวนมาก

      ขั้นตอนต่อไปก็จะเริ่มขบวนการ "ปล่อยข่าว" เพราะพฤติกรรมของนักลงทุนจะไล่เช็กหรือ สอบถามข่าวเมื่อเห็นหุ้นตัวใดวิ่งผิดปกติ และจุดนี้นี่เองที่ข่าวต่างๆ จะถูกปล่อยออกมาตามห้องค้าในอินเตอร์เน็ต หรือข่าวออนไลน์ต่างๆ และอาศัยการแพร่ สะพัด โดยพูดกันปากต่อปาก

      ก๊วนปั่นหุ้นอาจทำทีโทร.ถามมาร์เกตติ้งว่ามีข่าวลือออกมาเช่นนี้จริงหรือไม่ (ข่าวที่ว่าก็จะเป็นข่าวที่จะมีผลดีต่อราคาหุ้นตัวนั้นๆ) เมื่อนักลงทุนรายอื่นๆ โทร. มาถามต่อ มาร์เกตติ้งก็อาจกลายเป็นผู้กระจายข่าวออกไปเอง ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ จากนั้นนักลงทุนก็จะเอาไปพูดต่อเพื่อกระตุ้นให้ "คนรู้ทีหลัง" เข้ามาไล่ตาม "ต่อยอด" ราคาให้สูงขึ้นไปอีก

      นี่ก็จะเป็นจังหวะหรือโอกาสงามๆที่ก๊วนปั่นจะได้ทยอย "ออกของ" ขายหุ้นออกมาได้ในราคาสูง ฟันกำไรตุงกระเป๋า ก่อนที่จะโยกเข้าไปปั่นหุ้นตัวอื่นต่อ และอาจจะวนกลับเข้ามา ปั่นหุ้นตัวเดิมได้อีกเป็นรอบๆ ขณะที่รายย่อยก็จะ "ติดหุ้น" ในราคาสูง เพราะเมื่อจบภารกิจการปั่นแล้ว ราคาหุ้นก็จะปรับตัวลง ซึ่งกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบจะใช้เวลาเพียงสั้นๆ 2-3-5 วัน

     ปฏิบัติการ "จุดพลุ" ที่เริ่มตั้งแต่เข้าไปไล่ราคา จะมีการส่งสัญญาณหรือกำหนดช่วงราคาซื้อและ ราคาเป้าหมายที่จะขายไว้เป็นขั้นๆ ซึ่งจะรู้กันเอง เพื่อเป็นการส่งสัญญาณภายในกลุ่มถึงจังหวะในการขายทำกำไร แต่บางครั้งเป้าหมายของราคา อาจถูกปล่อยออกมาพร้อมกับข่าวหรือเรื่องราวที่ซัพพอร์ตตัวหุ้น และที่สำคัญ มักจะบังเอิญออกมาสอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของบางโบรกเกอร์ที่ออกมาหนุน

      ว่ากันว่า บทวิเคราะห์ของบางโบรกเกอร์สามารถกดปุ่ม "สั่ง" ให้ออกมาได้ ในช่วงเวลาที่พอดีกับการเข้า "ต่อยอด" ราคาของรายย่อยด้วย!!!

       เพราะบรรดาขาใหญ่ ก๊วนปั่นทั้งหลาย ล้วนเป็นลูกค้าวีไอพีที่สร้างรายได้ ค่าคอมมิชชั่นให้แต่ละโบรกฯมหาศาล นอกจากนี้ หุ้นปั่นบางตัวยังพบว่ามีเครือข่ายของผู้บริหารโบรกเกอร์แฝงตัวร่วมก๊วนด้วย

      ดังนั้น การดูข้อมูลบทวิเคราะห์ของหุ้นแต่ละตัว สมควรต้องดูเปรียบเทียบกันหลายๆแห่ง เพราะโบรกเกอร์ "น้ำดี" ที่เป็นที่พึ่งของนักลงทุนในตลาดยังมีอีกมาก และก็อาจออกบทวิเคราะห์หุ้นปั่นมาในช่วงเวลานั้นๆ เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์

ผู้บริหาร "อินไซด์" ปั่นเอง 

       ก๊วนปั่นที่ต้องจับตา เพราะกำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในขณะนี้ คือ ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนเอง ที่เป็นหัวโจกต้นตอในการปั่น โดยนอกจากจะร่วมกับเครือข่ายของตัวเองแล้ว หลายกรณียังมีการชักชวน ขาใหญ่เข้าร่วมขบวนการด้วย เพื่อเพิ่มพละกำลังและวงเงินในการปั่นให้บรรลุผล

       กรณีนี้ ผู้บริหารจะใช้ข้อมูลภายในที่ยังไม่มีการเปิดเผยเป็นเครื่องมือในการชักจูง ให้ขาใหญ่เข้าร่วมขบวนการ ซึ่งหุ้นที่จะปั่นในกรณีนี้ จึงไม่จำเป็นต้องเป็นหุ้นตัวเล็กเสมอไป อาจเป็นหุ้นขนาดกลาง แต่ที่จะต้องมีคือข้อมูลภายในซึ่งเป็นข่าวจริงที่จะมีผลต่อราคาหุ้นโดยตรง

       ผู้บริหารจะบอกข้อมูลให้ขาใหญ่รู้ว่า บริษัทกำลังจะมีข่าวดีอะไร และตั้งเป้าที่จะปั่นราคาให้ ปรับขึ้นไปได้ในระดับใด กรรมวิธีก็คล้ายๆ เดิมคือเริ่มเข้าทยอยตุนเก็บหุ้นในราคาต่ำ โดยผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่จะใช้บัญชีของเครือข่ายที่จะทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงมาถึงตัวได้ หลังจากนั้น จะมีการเปิดเผยข่าวดีออกมา โดยผู้บริหารให้สัมภาษณ์หรืออาจจะแจ้งตลาด หลักทรัพย์ตามข้อบังคับที่ถูกต้อง

        จากนั้นก็จะส่งสัญญาณให้เครือข่ายเข้าไปไล่ดันราคาหุ้นให้พุ่งขึ้นมา เมื่อมีรายย่อยผสมโรงเข้ามาไล่ซื้อต่อยอด เมื่อได้ตามราคาเป้าหมาย ก็จะฉวยจังหวะนี้ทยอยชิงขายทำกำไรออกมา หรือบางครั้งเพียงแค่มีข่าวดีออกมา นักลงทุนก็จะเข้าไปไล่ซื้อ ยิ่งโถมเข้ามามาก ราคาก็ทะยานขึ้น ก๊วนปั่นอาจจะเข้าผสมโรงระยะหนึ่งเพื่อให้ตายใจ แต่ในอีกทางหนึ่งก็จะทยอยขายหุ้นต้นทุนต่ำออกมา หลังจากนั้นหลายครั้งที่พบว่า รายย่อยอาจยัง "เล่นกันเอง-ปั่นกันเองต่อ" ใครเข้ามาไล่ซื้อ "รับไม้สุดท้าย" ก็เจ็บตัวขาดทุนไปตามระเบียบ ขณะที่ก๊วนปั่นออกตัวขายหุ้นฟันกำไรตุงกระเป๋าไปแล้ว ซึ่งการใช้ข้อมูลอินไซด์ของก๊วนผู้บริหารนี้ พบว่าหลายครั้งจะมีการ "ขยักข่าว" หรือค่อยๆทยอยปล่อยข่าวดีออกมาเป็นระลอก เพื่อให้สามารถกระชากราคาหุ้น ให้ขยับปรับขึ้นได้หลายรอบ ที่ข่าวอินไซด์ถูกปล่อยออกมาพร้อมๆ กับการตั้งราคาเป้าหมาย เช่น ขยักแรกตั้งเป้า 25 บาท ขยักต่อไปเป้า 30 บาท ปล่อยข่าวรอบแรกก็จะปั่นให้ถึง 25 บาท แล้วขายทำกำไร ปิดธุรกรรมออกมาก่อน จากนั้นทิ้งช่วงเวลาไว้ ระยะหนึ่ง เพื่อเข้าไปทยอยเก็บหุ้นที่ปรับลงมาต่ำกว่า 25 บาท และปล่อยข่าวออกมาอีกขยัก เพื่อตั้งเป้าปั่นรอบต่อไปให้ถึง 30 บาท งานนี้เรียกว่า "เล่นรอบ" วนฟันกำไรกันได้หลายรอบ

อาชีพใหม่รับจ้างปั่น 

       สำหรับกลุ่มสุดท้ายที่เข้ามาปั่นหุ้นและทำกันเป็นล่ำเป็นสัน ยึดถือเป็นอาชีพใหม่ที่น่า
ตกใจขณะนี้คือ รับจ้างปั่นหุ้น ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและ รู้พฤติกรรมนักลงทุนในตลาดหุ้นเป็นอย่างดี คนเหล่านี้อาจมาจากที่ปรึกษาการเงิน ทั้งที่ยังทำงานประจำอยู่และที่ออกมาตั้งตัวรับจ้างปั่นโดยเฉพาะ ได้ผลตอบแทนจากส่วนแบ่งกำไรจากพอร์ตของผู้บริหาร (นอมินี) และได้กำไรตรงจากการเข้าไปลงทุนของเครือข่ายตัวเอง

        วิธีการทำงานคือจะเข้าไปเสนอตัวกับผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ ที่เป็นนักเล่นหุ้นซึ่งส่วนใหญ่ มักคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว และวางแผนในการสร้างเรื่องราว ที่หนุนให้การปั่นมีเหตุมีผลมีน้ำหนัก ซึ่งเรื่องราวที่ว่าจะอยู่บนหลักการที่ทำได้ ทั้งการแตกพาร์ เพิ่มทุนแจกวอแรนต์ จัดกลุ่มธุรกิจใหม่ แต่งตัวเอาบริษัทลูกเข้าตลาด หรือแม้กระทั่งเจรจาร่วมพันธมิตร ซึ่งข่าวต่างๆ นี้จะถูกวางแผนดำเนินการ อย่างมืออาชีพและค่อยๆทยอยปล่อยข่าวออกมา เพื่อให้นักลงทุนคล้อย ตามผสมโรงเข้ามาไล่ราคาตาม และเพื่อให้สอดคล้องกับจังหวะในการเข้าซื้อและ ขายหุ้นของก๊วนปั่นมือปืนรับจ้าง ว่ากันว่า ก๊วนปั่นทั้ง 3 กลุ่มข้างต้นนี้ สามารถทำกำไรในแต่ละรอบไม่ต่ำกว่า 100-500 ล้านบาท ในเวลา 3-7 วัน มากกว่าบางบริษัทที่ทำธุรกิจมาทั้งปี!!! จะเห็นว่า ทุกขั้นตอนของกระบวนการปั่นหุ้นในยุคนี้ สมัยนี้ มีหลักการ ฉับไว รวดเร็ว ไร้ร่องรอย กระทำการตอนตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้นและร้อนแรง หุ้นทุกตัวที่ถูกปั่นจึงมักประสบผลสำเร็จ ราคาวิ่งเกินปัจจัยพื้นฐาน และแม้รายย่อยบางกลุ่มบางคนจะได้กำไรจากการเข้าไล่ซื้อตาม แต่สุดท้าย มักติดหุ้นในราคาต้นทุนสูงมากกว่า
          มีคำถามว่า รายย่อยจะมีโอกาสเข้าไปหากำไรร่วมกับขบวนการปั่นหุ้นได้หรือไม่!??
ผู้เชี่ยวชาญในวงการตลาดหุ้นชี้แนวทางว่า ในช่วงปี 2546 ที่ผ่านมา ราคาหุ้นส่วนใหญ่ ที่ปรับขึ้นได้ทุกตัวนั้น แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นกำไรไหลเข้ากระเป๋ารายย่อย เพราะด้วยปัจจัยพื้นฐานภาพรวมตลาดที่เปลี่ยนแปลงดีขึ้นอย่างชัดเจน รายย่อยที่เข้าไปผสมโรง ต่อในทอดแรกๆ ก็ยังขายทำกำไรออกมาได้ ตามที่นักกลยุทธ์แนะติดปากว่า "ตามข่าวให้ทัน เข้าให้ถูกจังหวะ" และ "เข้าเร็ว-ออกเร็ว" แต่กำไรที่จะได้ก็มีจำกัด วัดกันไม่ได้กับก๊วนปั่นที่มีต้นทุนตุนไว้ต่ำกว่าและ รู้จังหวะในการขายที่ราคาสูงกว่าเพราะเป็นผู้ควบคุมราคาเอง!!
แต่ที่อันตรายกว่านั้น คือรายย่อยที่ได้กำไรแล้ว "ติดใจ" ขายออกไปแล้ว แต่ยังเห็นราคาวิ่งต่อได้ จึงกลับเข้าไปรับใหม่ในราคาสูงกว่าเดิม ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นช่วงไม้สุดท้าย ที่ก๊วนปั่นเริ่มทยอยออกของแล้ว

สุดท้าย ผลพวงจากการ "ติดใจ" กลายเป็น "ติดหุ้น" ทุนหายกำไรหด!!

       แต่ขอเตือนว่า ตลาดหุ้นปี 2547 แม้ทุกสำนักวิเคราะห์จะฟันธงว่าดัชนีหุ้นยังไปได้ต่อว่ากันไปถึง 800-900 จุด แต่ดัชนีจะสวิงแกว่งตัวขึ้น-ลงผันผวนมาก และการลงทุนในระดับดัชนีที่สูงกว่า นอกจากจะเล่นยากแล้ว ความเสี่ยงก็จะสูงขึ้นไปด้วย การเล่นเก็งกำไรระยะสั้น ผสมโรงไล่ราคาตามข่าวลือ เหมือนวิ่งลงหลุมพรางที่ก๊วนปั่นขุดล่อเอาไว้ โอกาสบาดเจ็บขาดทุนจึงมีมากกว่าที่จะได้กำไรติดปลายนวม ถ้าไม่แน่จริง ไม่ทันข่าว ไม่ทันเกมส์...อย่าดีกว่า

แต่ถ้าคิดว่าเจ๋งจริง...และยอมรับความเสี่ยงที่สูงได้ ก็ลองวัดดวงดู!!
================================


รู้ทันหุ้นปั่น ตอนที่ 2


ตอนที่ 2 : ขั้นตอนในการปั่นหุ้น (การเลือกตัวหุ้น, การกระจายพอร์ค, การเก็บสะสมหุ้น)

       แมลงเม่า หมายถึง ปลวกในวัยเจริญพันธุ์ มีปีก ชอบบินเข้าเล่นแสงไฟในยามค่ำคืน และมักจบชีวิตในเปลวไฟ

      นักลงทุนรายย่อย หมายถึง ผู้คนซึ่งพอจะมีสตางค์ ที่เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้น
เพราะทนต่อความยั่วยวนของราคาหุ้นที่ขึ้นลงหวือหวาไม่ได้ สุดท้ายมักจะหมดตัวไปกับหุ้นปั่น

      ส่วนนิยามโดยสรุปของการปั่นหุ้น คือ การล่อ และลวงนักลงทุนรายย่อยให้เข้าไปซื้อหรือขายหุ้น
ที่มีราคาสูงหรือต่ำกว่าสภาวะปกติ โดยเจตนาไม่สุจริต

การเปรียบนักลงทุนรายย่อยว่าเป็นแมลงเม่า จึงเหมาะสมด้วยประการฉะนี้

ลักษณะของหุ้นที่นิยมปั่น มีมูลค่าทางตลาด ( MARKET CAPITALISATION ) ต่ำ จะได้ไม่ต้องใช้จำนวนเงินมากในการไล่ราคา
ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ดี เพื่อที่นักลงทุนสถาบันจะไม่เข้ามาซื้อขายด้วย ซึ่งจะทำให้ยากต่อการควบคุมปริมาณ และราคาหุ้น มีราคาต่อหุ้น ( MARKET PRICE ) ต่ำ ถ้าราคาต่ำกว่า 10 บาทยิ่งดี ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งเป็นผลทางจิตวิทยา เช่น หุ้นถูกไล่ราคา จาก 3 บาท เป็น 6 บาท ถึงแม้ราคาจะปรับขึ้นมา 100% แล้ว แต่คนยังรู้สึกว่าไม่แพง
เพราะยังถูกกว่าราคาพาร์ ( PAR ) สองผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เป็นนักลงทุนสถาบัน มักมีต้นทุนที่ราคาพาร์ หรือสูงกว่า แม้หุ้นจะขึ้นมามาก แต่ถ้าเขาเชื่อว่าแนวโน้มของธุรกิจดี เขามักจะไม่ขาย ( ถ้าแนวโน้มธุรกิจไม่ดี เขาก็ขายทิ้งไปนานแล้ว ) ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลว่านักลงทุนสถาบันจะเข้ามาแทรกแซงในการซื้อขาย มีจำนวนหุ้นหมุนเวียนน้อย เพื่อความมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมปริมาณหุ้นได้ตามที่ต้องการ ผู้ถือหุ้นใหญ่รู้เห็นเป็นใจ หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ถือหุ้นเพื่อการลงทุนระยะยาว จึงไม่สนใจเมื่อราคาหุ้นขึ้น หรือลงหวือหวามีข่าวดีมารองรับ ระยะหลังเริ่มมีการใช้ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นมาเป็นตัวล่อใจนักลงทุนรายย่อย
เพื่อให้ตายใจว่าราคาหุ้นถูกไล่ขึ้นมาสมเหตุสมผล เช่น ข่าวการปรับโครงสร้างหนี้ ,ข่าวการร่วมกิจการ ,กำไรรายไตรมาสที่พุ่งขึ้นสูงเป็นต้น

ขั้นตอนในการปั่นหุ้น 


1) การเลือกตัวหุ้น
        นอกจากจะต้องเลือกตัวหุ้นที่มีลักษณะตามที่กล่าวไว้เบื้องต้นแล้วยังต้องมีการนับหุ้นด้วยว่าหุ้นตัวนี้ตอนนี้มีใครถืออยู่ในสัดส่วนเท่าไร หากจะเข้ามาปั่นหุ้นผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือนักลงทุนสถาบันจะเข้ามาแทรกแซงหรือไม่ ถ้าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ให้ความร่วมมือด้วยก็จะง่ายขึ้น

2)การกระจายเปิดพอร์ตการลงทุน
         จะเปิดพอร์ตกระจายไว้สัก 4 - 5 โบรกเกอร์ ในชื่อที่แตกต่างกัน มักจะใช้ชื่อคนอื่นที่ไว้ใจได้เช่น คนขับรถ , เสมียน , คนสวน เพื่อป้องกันไม่ให้โยงใยมาถึงตนได้

3)การเก็บสะสมหุ้น
         มีหลายวิธีทั้งวิธีสุจริต และผิดกฎหมายในลักษณะการลวงให้คนทั่วไปเข้าใจว่า
ราคาหุ้นตัวนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยทั่วไปการเก็บสะสมหุ้น มีวิธีดังต่อไปนี้
         การทยอยรับหุ้น เมื่อเห็นว่าราคาหุ้นลงมามากแล้ว ก็ใช้วิธีทยอยซื้อหุ้นแบบไม่รีบร้อนวันละหมื่น วันละแสนหุ้น ขึ้นกับว่าหุ้นตัวนั้นมีสภาพคล่องมากน้อยขนาดไหน วิธีนี้เป็นวิธีสุจริตไม่ผิดกฎหมาย จะใช้เวลาในการเก็บหุ้นตั้งแต่ 2 สัปดาห์ถึง 2 เดือน การกดราคาหุ้น ถ้าระหว่างที่กำลังเก็บสะสมหุ้น ยังไม่ได้ปริมาณที่ต้องการ เกิดมีข่าวดีเข้ามาหรือตลาดหุ้นเปลี่ยนเป็นขาขึ้น เริ่มมีรายย่อยเข้ามาซื้อหุ้นตัวนี้ก็จะใช้วิธีขายหุ้นล็อตใหญ่ๆ ออกมาเป็นการข่มขวัญนักลงทุนรายย่อย ถือเป็นการวัดใจ นักลงทุนรายย่อยมักมีอารมณ์อ่อนไหว เห็นว่าถือหุ้นตัวนี้อยู่ 2 - 3 วันแล้วหุ้นยังไม่ไปไหน แถมยังมีการขายหุ้นล็อตใหญ่ๆ ออกมา ก็จะขายหุ้นทิ้งแล้วเปลี่ยนไปเล่นตัวอื่นแทน สุดท้ายหุ้นก็ตกอยู่ในมือรายใหญ่หมด วิธีนี้จะใช้เวลา 5 - 10 วันการเก็บแล้วกด วิธีนี้มักใช้เมื่อมีข่าววงใน ( INSIDE NEWS ) ว่าหุ้นตัวนี้กำลังจะมีข่าวดีเข้ามาหนุน ถ้าหุ้นตัวนั้นไม่มีสภาพคล่อง จะใช้วิธีโยนหุ้นไปมาระหว่างพอร์ตของตนที่เปิดทิ้งไว้ รายย่อยเมื่อเห็นว่าเริ่มมีการซื้อขายคึกคัก ก็จะเข้าผสมโรงด้วย คนที่ถือหุ้นอยู่แล้ว ก่อนนี้ไม่มีสภาพคล่อง จะขายหุ้นก็ขายไม่ได้ไม่มีคนซื้อ พอมีปริมาณซื้อขายมากขึ้นก็รีบขายหุ้นออก บางคนถือหุ้นมาตั้งแต่บาทหุ้นตกลงมาถึง 5 บาท พอเห็นหุ้นตีกลับขึ้นไป 5.5 บาท ก็รีบขายออก คิดว่าอย่างน้อยตนก็ไม่ได้ขายที่ราคาต่ำสุดช่วงนี้รายใหญ่จะเก็บสะสมหุ้นให้ได้มากที่สุด โดยใช้เวลาประมาณ 5 วันทำการ ขณะเดียวกันต้องคอยดูแลไม่ให้หุ้นมีราคาขึ้นไปเกิน 10 % เพื่อไม่ให้ต้นทุนของตนสูงเกินไปถ้าเกิดราคาสูงขึ้นมากจะใช้วิธีโยนขายหุ้นล็อตใหญ่ๆ ออกมา โดยให้พวกเดียวกันที่ตั้งซื้อ ( BID ) อยู่แล้วเป็นคนรับเมื่อได้จำนวนหุ้นตามที่ต้องการแล้ว สุดท้ายจะกดราคาหุ้นให้ต่ำลงมายังจุดเดิม โดยใช้วิธีโยนขายหุ้นโดยให้พวกเดียวกันตั้งซื้อเหมือนเดิมแต่จะทำอย่างหนักหน่วง และรวดเร็วกว่า ทำให้ราคาหุ้นลดอย่างรวดเร็ว ช่วงนี้จะใช้เวลา 3 - 5 วัน รายย่อยบางคนคิดว่าหมดรอบแล้ว จะรีบขายหุ้นออกมาด้วย รายใหญ่ก็จะมาตั้งรับที่ราคาต่ำอีกครั้ง ช่วงนี้จะตั้งรับอย่างเดียว ไม่มีการไล่ซื้อ หรือไม่ก็หยุดการซื้อขายไปเลยให้เรื่องเงียบสัก 4 - 5 วันเป็นการสร้างภาพว่าก่อนข่าวดีจะออกมา ไม่มีใครได้ข่าววงในมาก่อนเลย รอจนวันข่าวดีประกาศเป็นทางการ จึงค่อยเข้ามาไล่ราคาหุ้น

          วิธีสังเกตว่าในขณะนั้นเริ่มมีการสะสมหุ้นแล้วคือ ปริมาณซื้อขายจะเริ่มมากขึ้นผิดปกติ จากวันละไม่กี่หมื่นหุ้น เป็นวันละหลายแสนหุ้น ราคาเริ่มจะขยับแต่ไปไม่ไกลประมาณ 5-10% มองดูเหมือนการโยนหุ้นกันมากกว่า กดราคาหุ้นจนกว่าจะเก็บได้มากพอ แล้วค่อยไล่ราคาหุ้น

          ข้อระวังอย่างหนึ่ง คือ มีหุ้นบางตัวโดยเฉพาะหุ้นตัวเล็กๆ นักลงทุนรายใหญ่มีข่าวอินไซด์ว่า ผลประกอบการงวดใหม่ที่จะประกาศออกมาแย่มาก หากภาวะการซื้อขายหุ้นตอนนั้นซึมเซา เขาจะเข้ามาไล่ซื้อ โยนหุ้นกันระหว่าง 2-3 พอร์ตที่เขาเปิดไว้ ให้ดูเหมือนรายใหญ่เริ่มเข้ามาเก็บสะสม หุ้นรายย่อยจะแห่ตาม รุ่งขึ้นรายใหญ่จะเทขายหุ้นขนานใหญ่ รายย่อยเริ่มลังเลใจ ขอดูเหตุการณ์อีกวัน

         พอผลประกอบการประกาศออกมา ราคาก็หุ้นดิ่งเหวแล้ว รายย่อยจึงถูกดึงเข้าติดหุ้นราคาสูงในที่สุด
===============================


รู้ทันหุ้นปั่น ตอนที่ 3

ตอนที่ 3 : ขั้นตอนในการปั่นหุ้น 2 (การไล่ราคาหุ้น)

4) การไล่ราคาหุ้น

    เมื่อได้ปริมาณหุ้นมากพอ ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการไล่ราคา แต่การไล่ราคาต้องหาจังหวะที่เหมาะสมเหมือนกัน หากจังหวะนั้น ไม่มีเหตุผลเพียงพอ รายย่อยก็จะขายหุ้นทิ้งเมื่อราคาหุ้นขึ้นไปสูงพอประมาณ แต่หากหาเหตุผลมารองรับได้ รายย่อยจะยังถือหุ้นไว้อยู่ เพราะเชื่อว่าราคาหุ้น น่าจะสูงกว่านี้อีก กว่าจะรู้สึกตัว ปรากฏว่ารายใหญ่ขายหุ้นทิ้งหมดแล้ว เหตุผลหรือจังหวะที่ใช้ในการไล่ราคา มักจะใช้ 3 เรื่องนี้
    ภาวะตลาดรวมเริ่มเป็นขาขึ้น กราฟทางเทคนิคของราคาหุ้นเริ่มดูดี มีข่าวลือ ซึ่งปล่อยโดยนักปั่นหุ้นว่า หุ้นตัวนี้กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงทางพื้นฐานไปในทางที่ดีขึ้น

    การไล่ราคา คือ การทำให้ราคาปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว วิธีการคือ จะมีการเคาะซื้อครั้งละมากๆ แบบยกแถว แล้วตามด้วยการเสนอซื้อ ( BID ) ยันครั้งละหลายๆ แสนหุ้นจนถึงล้านหุ้น เพื่อข่มขวัญไม่ให้รายย่อยขายสวนลงมา รายย่อยเห็นว่าแรงซื้อแน่น จะถือหุ้นรอขายที่ราคาสูงกว่านี้ รายใหญ่บางคนอาจจะแหย่รายย่อยด้วยการเทขายหุ้นครั้งละหลายแสนหุ้น เหมือนแลกหมัดกับหุ้นที่ตนเองตั้งซื้อไว้เอง รายย่อยอาจเริ่มสับสนว่ามีคนเข้ามาซื้อแต่เจอรายใหญ่ขายสวน ราคาจึงไม่ไปไหน สู้ขายทิ้งไปเสียดีกว่า รายใหญ่จะโยนหุ้นแหย่รายย่อยอยู่สัก 1-2 ชั่วโมง จากนั้นจะตามมาด้วยการไล่ราคาอย่างจริงจังทีละขั้นราคา ( STEP ) ถ้าหุ้นที่ปั่นเป็นหุ้นตลาด คนชอบซื้อขายกัน การไล่ราคาจะไล่แบบช้าๆ แต่ปริมาณ ( VALUME ) จะสูง ราคาเป้าหมายมักจะสูงขึ้นประมาณ 20-25% หากภาวะตลาดกระทิง ราคาเป้าหมายอาจจะสูงถึง 50% แต่ถ้าหุ้นที่ปั่นเป็นหุ้นตัวเล็กพื้นฐานไม่ค่อยดี ปริมาณการซื้อในช่วงเวลาปกติมีไม่มาก การไล่ราคาจะทำอย่างรวดเร็ว ราคาเป้าหมายมักจะสูงถึง 40-50% ถ้าเป็นภาวะกระทิง ราคาเป้าหมายอาจขยับสูงถึง 100%
ช่วงไล่ราคานี้ อาจจะกินเวลา 3 วันถึง 1 เดือน ขึ้นกับว่าเป็นหุ้นอะไร ภาวะตลาดอย่างไร เช่น ถ้าเป็นหุ้นเก็งกำไรที่ไม่มีพื้นฐานจะกินเวลาสั้น แต่ถ้าเป็นหุ้นพื้นฐานดีจะใช้เวลานานกว่า และถ้าเป็นภาวะกระทิง นักปั่นหุ้นจะยิ่งทอดเวลาออกไป เพื่อให้ราคาหุ้นขึ้นไปสูงที่สุดเท่าที่ตั้งเป้าเอาไว้ ในช่วงต้นของการไล่ราคา นักลงทุนรายใหญ่อาจยังคงมีการสะสมหุ้นเพิ่มอยู่บ้าง แต่รวมกันต้องไม่เกิน 5% ของทุนจดทะเบียนในแต่ละพอร์ตที่ใช้ปั่นหุ้นอยู่ พอปลายๆ มือจะใช้วิธีไล่ราคาแบบไม่เก็บของ คือ ตั้งขายเอง เคาะซื้อเอง เมื่อซื้อได้ ก็จะนำหุ้นจำนวนนี้ย้อนไปตั้งขายอีกในราคาที่สูงขึ้น และเคาะซื้อตามอีก ทำเช่นนี้หลายๆ รอบ สลับกันไปมาระหว่างพอร์ตต่างๆของตนเอง ค่อยๆ ดันราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ หากมีหุ้นของรายย่อยถูกซื้อติดเข้ามาจนรู้สึกว่าเป็นภาระมากเกินไป ก็อาจมีการเทขายระบายของออกไปบ้าง แต่เป็นการขายไม้เล็กๆ ในลักษณะค่อยๆ รินออกไป เพื่อไม่ให้นักลงทุนรายย่อยตกใจเทขายตามมากเกินไป ตัวหุ้นเองจะได้มีการปรับฐานตามหลักเทคนิค เพื่อจูงใจนักลงทุนรายใหม่ที่ยังไม่ได้ซื้อ จะได้กล้าเข้ามาซื้อ
================================


รู้ทันหุ้นปั่น ตอนที่ 4
ตอนที่ 4 : ขั้นตอนในการปั่นหุ้น 3 (การปล่อยหุ้นและบทสรุป)

5) การปล่อยหุ้น 

       เมื่อหุ้นขึ้นมาได้ 80% ของราคาเป้าหมายแล้ว ระยะทางที่เหลืออีก 20% ของราคาคือช่วงของการทยอยปล่อยหุ้น ช่วงนี้จะเป็นช่วงชี้เป็นชี้ตายการลงทุนของนักปั่นหุ้น ถ้าทำพลาด นักลงทุนรายย่อยรู้เท่าทัน หรือตลาดไม่เป็นใจ เช่น เกิดสงครามโดยไม่คาดฝัน นักปั่นหุ้นเองที่จะเป็นผู้ติดหุ้นอยู่บนยอดไม้ จะขายก็ไม่มีใครมารับซื้ออาจต้องรออีก 6 เดือนถึง1 ปีกว่าจะมีภาวะกระทิงเป็นจังหวะให้ออกของได้อีกครั้ง อีกทั้งอาจจะไม่ได้ราคาดีเท่าเดิม หรือถึงกับขาดทุนก็ได้

วิธีการปล่อยหุ้น

      เริ่มจากการรอจังหวะที่ข่าวดีจะประกาศออกมาเป็นทางการ นักปั่นหุ้นซึ่งรู้มาก่อนแล้วจะเริ่มไล่ราคาอย่างรุนแรง 4-5 ช่วงราคา มีการโยนหุ้น เคาะซื้อเคาะขายกันเองครั้งละหลายแสนหุ้นปริมาณซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพื่อดึงดูดความสนใจของรายย่อย
     เมื่อรายย่อยเริ่มเข้าผสมโรง นักลงทุนรายใหญ่จะตั้งขายหุ้นในแต่ละช่วงราคาไว้หลายๆ แสนหุ้น และจะเริ่มเคาะนำ ส่งสัญญาณไล่ซื้อครั้งละ 100 หุ้นบ้าง 3,000 หุ้นบ้างหรือแม้แต่ครั้งละ 100,000 หุ้น หลายๆ ครั้ง เมื่อหุ้นที่ตั้งขายใกล้หมด เขาจะเคาะซื้อยกแถวพร้อมกับตั้งซื้อยันรับที่ราคานั้นทันที ครั้งละหลายแสนหุ้น ถามว่าเขาตั้งซื้อครั้งละหลายแสนหุ้น เขากลัวไหมว่าจะมีคน หรือนักลงทุนสถาบันขายสวนลงมา คำตอบคือ กลัว แต่เขาก็ต้องวัดใจดูเหมือนกัน หากมีการขายสวนก็ต้องใช้วิธีเคาะซื้อแต่ไม่ใช้วิธีตั้งซื้อ นักลงทุนรายย่อยเมื่อสังเกตว่ามีการไล่ซื้อ จะเข้ามาซื้อตาม นักลงทุนรายใหญ่ซึ่งคอยนับหุ้นอยู่ พอเห็นมีเหยื่อมาติด จะเคาะนำที่ราคาใหม่ที่สูงขึ้นอีก แต่เพื่อให้ไม่ต้องซื้อหุ้นเข้ามาเพิ่ม เขาจะเคาะซื้อไม้หนักๆ ก็ต่อเมื่อหุ้นที่ตั้งขายอยู่เป็นหุ้นในกลุ่มของตนเอง สมมติตนเองตั้งขายไว้ 500,000 หุ้น เมื่อได้รับการยืนยันจากเทรดเดอร์ว่า เริ่มมีการเคาะซื้อ จากนักลงทุนอื่น ถึงคิวหุ้นของตนแล้ว เช่นอาจมีคนเคาะซื้อเข้ามา 10,000 หุ้น เขาจะทำทีเคาะซื้อเองตามอีก 200,000 หุ้น เพื่อให้รายย่อยฮึกเหิม เมื่อซื้อแล้วเขาก็จะเอาหุ้น200,000 หุ้นนี้มาตั้งขายใหม่ ยอมเสียค่านายหน้า ซื้อมาขายไปเพียง 0.5% แต่ถ้าสำเร็จจะได้กำไรตั้ง 50-100% เพราะฉะนั้น การไล่ซื้อช่วงนี้จึงเป็นการซื้อหนักก็ต่อเมื่อ ซื้อหุ้นตนเองตบตารายย่อยขณะที่ค่อยๆ เติมหุ้นขายไปทีละแสนสองแสนหุ้น

     ส่วนการตั้งซื้อ ( BID ) ที่ตบตารายย่อยว่าแรงซื้อแน่นนั้น หากสังเกตดีๆ จะพบว่าเมื่อตั้งซื้อเข้ามาสองแสนหุ้น สามแสนหุ้น สักพักจะมีการถอนคำสั่งซื้อออก แล้วเติมเข้ามาใหม่เพื่อให้การซื้อนั้นไปเข้าคิวใหม่อยู่คิวสุดท้าย และจะทำอย่างนี้หลายๆ ครั้ง นักลงทุนรายย่อยที่ตั้งซื้อเข้ามา จะถูกดันไปอยู่คิวแรกๆ หมด และถ้าเขาเห็นว่านักลงทุนอื่น มีการตั้งซื้อเข้ามามากพอสมควรแล้ว นักลงทุนรายใหญ่ก็จะมีการเทขายสลับเป็นบางครั้ง เรียกได้ว่ามีทั้งการตั้งขายและเคาะขายพร้อนกันเลยทีเดียว

     หากจะสรุปวิธีการที่ใช้ในช่วงปล่อยหุ้นนี้ สามารถแบ่งออกได้ 4 วิธีการย่อย มีการตั้งขายหุ้น ( OFFER ) ไว้ล่วงหน้า หลายแสนหุ้นในแต่ละขั้นเวลา เริ่มเคาะซื้อนำครั้งละ 100 หุ้น 2-3 ครั้ง และจะเคาะซื้อหนักๆ ก็ต่อเมื่อหุ้นที่ตั้งขาย ( OFFER ) เป็นหุ้นในกลุ่มของตน เมื่อซื้อได้จะรีบนำมาตั้งขายต่อ และจะมีการเติมขายหุ้นตลอดเวลา เมื่อหุ้นที่เสนอขาย ( OFFER ) ใกล้หมด จะเคาะซื้อยกแถว แล้วตั้งเสนอขาย ( BID )เข้ามายันหลายแสนหุ้น แต่จะทยอยถอนออกแล้วเติมเข้าตลอดเวลา

     เมื่อหุ้นของคนอื่นที่ตั้งซื้อ ( BID ) มีจำนวนมากพอจะมีการเทขายสวนลงมาเป็นจังหวะๆ เขาจะทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ หุ้นในพอร์ตของตนเอง จะค่อยๆ ถูกระบายออกไป และในสุดท้ายเมื่อข่าวดี ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ในวันรุ่งขึ้น เขาจะทำทีเคาะไล่ซื้อหุ้นตนเองอย่างหนัก แต่จะไม่ตั้งซื้อแล้ว เพราะกลัวถูกขาย ดังนั้นจึงเป็นภาพเหมือนมีคนมาไล่ซื้ออย่างรุนแรง แล้วอยู่ๆ ก็หยุดไปเฉยๆ ถามว่าแล้วเขาปล่อยหุ้นไปตอนไหน คำตอบคือ เขาทยอยตั้งขายไปในระหว่างที่เขาทำทีซื้อนั่นเอง ผู้เคราะห์ร้าย คือ รายย่อยที่ไปเคาะซื้อตาม แต่รีรอที่จะขายเพราะเห็นว่ายังมีแรงซื้อแน่นอยู่ สุดท้ายต้องติดหุ้นในที่สุด

บทสรุป

       ตลาดหลักทรัพย์ ถือเป็นแหล่งระดมทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจ และความเจริญของประเทศชาติ ประชาชนทุกคนได้รับโอกาสให้นำเงินออมเข้ามาลงทุนกับบริษัทชั้นดีในตลาดหลักทรัพย์ หากเขาเหล่านั้นลงทุนด้วยความรู้ ความเข้าใจ ย่อมสามารถสร้างผลกำไร และความมั่นคงให้กับตนเอง และครอบครัว แต่ถ้าเข้ามาลงทุนด้วยวิธีเก็งกำไรโดยปราศจากความรู้ ย่อมมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของนักปั่นหุ้นที่มีอยู่มากมายในตลาดหุ้นได้

       เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว เปรียบได้ดั่งสายฝนซู่ใหญ่ที่พัดสาดเข้ามาอีกครั้ง แสงระยิบระยับของกระดานหุ้นเร้าใจแมลงเม่าไม่แพ้แสงไฟในฤดูฝน เหล่าแมลงเม่าน้อยใหญ่พากันโบยบินเข้าตลาดหุ้น และแล้วตำนานเรื่องเดิมของเหล่าแมลงเม่าก็เริ่มต้นอีกครั้ง
================================



รู้ทันหุ้นปั่น ตอนที่ 5
ตอนที่ 5 : หมายเหตุปั่นหุ้น

        1) สมัยก่อนหุ้นปั่นจะเป็นหุ้นตัวเล็กที่พื้นฐานไม่ดี ปัจจุบันนี้ หุ้นปั่นจะเป็นหุ้นตัวเล็ก หรือหุ้นที่มีสภาพคล่องน้อยแต่พื้นฐานดี เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยฉลาดขึ้น แต่สุดท้ายก็ถูกหลอกอยู่ดี

        2) นักลงทุนรายย่อยจะไม่สนใจหุ้นพื้นฐานดี แต่ไม่มีสภาพคล่อง แต่จะชอบหุ้นปั่น (ทั้งๆ ที่รู้ว่าปั่น) เพราะราคาวิ่งทันใจดี ส่วนใครออกตัวไม่ทัน ติดหุ้น เขาจะโทษตัวเองว่า โชคไม่ดีไหวตัวไม่ทันเอง

        3) นักลงทุนรายย่อยจะไม่ซื้อหุ้นที่ขาดสภาพคล่อง ถึงแม้จะมีพื้นฐานดี แต่จะรอจนมีคนไปไล่ซื้อหุ้นให้มีปริมาณซื้อขายคึกคักและราคาขยับสัก 5%-10% แล้วจึงเข้าไปผสมโรง เพราะทุกคนมีคติว่า "ขาดทุนไม่กลัว กลัวติดหุ้น" (หุ้นขาดสภาพคล่อง)

       4) นักลงทุนรายย่อยจะภาคภูมิใจหากสามารถซื้อขายหุ้นในวันเดียวแล้วได้กำไรเล็กๆ น้อยๆ สัก 1-2% มากกว่าซื้อหุ้นไว้ 1 ปีแล้วกำไร 20%-30% เพราะคิดว่าการซื้อขายหุ้นในวันเดียว แล้วได้กำไรต้องใช้ฝีมือมากกว่า (ทั้งที่จากเฉลี่ยทั้งปีแล้วมักขาดทุน)

       5) หุ้นหลายๆ ตัวในตลาดหลักทรัพย์ มีนักลงทุนรายใหญ่คอยดูแล เวลามีข่าวดีต่อหุ้นตัวนั้นเข้ามา ถ้าคนดูแลไม่ต้องการให้ราคาหุ้นปรับขึ้น หุ้นตัวนั้นก็จะถูกกดราคาไว้ แต่ถ้าคนดูแลเข้ามาไล่ราคาหุ้นเมื่อไร หุ้นก็จะเปลี่ยนทิศทางเป็นขาขึ้นทันที และข่าวหนังสือพิมพ์จะออกมาว่า นักลงทุนตอบรับข่าว ดีของหุ้นตัวนั้น จึงได้เข้ามาซื้อเก็บเอาไว้ ทั้งๆ ที่ หลายๆ ครั้ง เป็นการทำราคาของรายใหญ่เพียงรายเดียว ที่เป็นผู้กำหนดทิศทางของหุ้นตัวนั้นว่าจะขึ้นหรือลง

       6) นักปั่นหุ้นจะกลัวสภาวะตลาดมากกว่า ก.ล.ต. (คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) เนื่องจาก ก.ล.ต. ไม่เคยลงโทษนักปั่นหุ้นรายใหญ่ได้ แต่เขาจะกลัวว่า ถ้าคาดการณ์ภาวะตลาดผิด ตนเองจะติดหุ้นเอง

       7) เหตุผลที่นักปั่นหุ้นต้องใช้ชื่อคนอื่น ตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป เป็นตัวแทนในการถือหุ้น (NOMINEE) ช่วยซื้อขายหุ้นนั้น เพื่อไม่ต้องการให้ทางการสาวเรื่องมาถึงตนได้ ขณะเดียวกัน ก็ต้องการหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์การถือหุ้นเกินคนละ 5% ของทุนจดทะเบียน ที่ต้องแจ้งเรื่องนี้กับ ก.ล.ต.เพื่อเผยแพร่ต่อนักลงทุนทั่วไปด้วย

วิธีสังเกตเมื่อมีการปั่นหุ้น 

1) มีข่าวดีมา แต่ราคาหุ้นไม่ไปทั้งๆ ที่มีปริมาณการซื้อขายมากขึ้น เหมือนมีคนกด ราคาอยู่ (เพื่อเก็บของ)
2) หลังจากนั้น มีการไล่ราคาอย่างรวดเร็วรุนแรง ปริมาณการซื้อขายพุ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
3) จำนวนหุ้นที่ตั้งซื้อ (BID) มีการเติมเข้าถอนออกอยู่ตลอดเวลา
4) การเคาะซื้อไล่ราคาจะมีการเคาะนำครั้งละ 100 หุ้น 2-3 ครั้ง จากนั้นจะเป็น การไล่เคาะซื้อยกแถว
5) หลังจากหุ้นขึ้นมานานแล้ว พอมีข่าวดีมา จะเห็นการเคาะซื้อครั้งละมากๆ แต่การตั้งซื้อ (BID) ไม่หนาแน่น

จังหวะที่ใช้ในการปั่นหุ้น 

           1) เมื่อหุ้นตัวนั้นราคาตกลงมาจนราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก ในภาวะตลาดขาลง นักลงทุนรายใหญ่จะทยอยสะสมหุ้นแบบไม่รีบร้อน เมื่อตลาดกลับเป็นขาขึ้น จะมีการไล่ราคาหุ้นอย่างรวดเร็ว แล้วทยอยขาย ปีหนึ่งทำได้สัก 2-3 รอบ ก็คุ้มค่าต่อการรอคอยแล้ว

           2) เมื่อมีข่าวที่ส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนั้น โดยทั่วไป นักลงทุนรายใหญ่จะรู้เห็นข่าววงในก่อน(INSIDER) และซื้อหุ้นเก็บไว้ เมื่อข่าวดีออกมา จะมีการไล่ราคาแล้วขายหุ้นออกไป หรือในทางตรงกันข้าม
หากมีข่าวปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนั้นแย่ลงมาก เช่น ใกล้หมดอายุการใช้สิทธิของ WARRANT, ข่าวขาดทุนรายไตรมาส, ข่าวบริษัทลูกขาดทุน จะเป็นการปั่นหุ้นรอบสั้นๆ เพื่อออกของ หรือหากได้ปล่อยขายไปเกือบหมดแล้ว จะใช้วิธีทุบหุ้นเพื่อเก็บของถูก แล้วรอปั่นในรอบถัดไป

           3) ปลายตลาดขาขึ้น เมื่อหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี (BLUE CHIP) ทุกกลุ่มถูกนักลงทุนไล่ซื้อ จนราคาหุ้นขึ้นมาสูงหมดแล้ว โดยทั่วไปจะไล่เรียงจากหุ้นกลุ่มใหญ่ๆ เช่น กลุ่มธนาคาร ไฟแนนซ์ ที่ดิน วัสดุก่อสร้าง สื่อสาร และพลังงาน เมื่อนักลงทุนหมดตัวเล่น รายใหญ่จะเข้ามาปั่นหุ้นตัวเล็กๆ ที่ปัจจัยพื้นฐานไม่ดีราคาต่ำ รายย่อยจะเข้าผสมโรงเพราะเห็นว่าหุ้นกลุ่มนี้ยังขึ้นไม่มาก ซึ่งโดยทั่วไปเมื่อหุ้นตัวเล็กๆ ถูกนำขึ้นมาเล่นไล่ราคา มักเป็นสัญญาณว่าหมดรอบของภาวะขาขึ้นแล้ว (เพราะถ้าหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี ราคายังต่ำกว่าความเป็นจริง นักลงทุนก็ยังพุ่งเป้าซื้อขายหุ้นกลุ่มนี้อยู่ จนกระทั่งราคาหุ้นขึ้นสูงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานแล้ว จึงละทิ้งไปเล่นหุ้นปั่น เมื่อราคาหุ้นโดยรวมสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน ตลาดหุ้นย่อมพร้อมที่จะปรับฐานได้ตลอดเวลา)

ที่มา :


ลุยหุ้นเด่น : แฉกลปั่นหุ้น



วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เริ่มต้นเล่นหุ้นยังไง ตอนที่ 9

บริหารพอร์ตอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ
       หลายคนอาจกังวลว่า... ถ้าไม่ใช่มืออาชีพจะบริหารพอร์ตการลงทุนได้หรือไม่? ทำได้แน่... แค่เริ่มจาก“กำหนดนโยบายการลงทุน” ของตัวคุณเอง โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น วัตถุประสงค์ในการลงทุน ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ผลตอบแทนที่คาดหวัง รวมถึงข้อจำกัดในการลงทุนซึ่งแต่ละคนจะมีนโยบายการลงทุน ที่แตกต่างกัน บางคนอาจต้องการปกป้องเงินทุน ในขณะที่บางคนอาจต้องการเพิ่มค่าเงินทุน 
        จากนั้นจึง “สำรวจช่องทางการลงทุนประเภทต่างๆ” เพื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนแต่ละประเภท ในขณะเดียวกันก็ต้อง “ประเมินภาวะตลาด” ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพื่อประเมินระดับความเสี่ยงของภาวะตลาด และพยากรณ์อัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุน
         ขั้นตอนถัดมา นับเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากในการบริหารพอร์ตการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ นั่นก็คือ“จัดสรรเงินลงทุน” โดย การแบ่งเงินไปลงทุนในสินทรัพย์หลายๆ ประเภทที่สอดคล้องกับนโยบายการลงทุนของคุณ เช่น เงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ กองทุนรวม หุ้น ฯลฯ ไม่ลงทุนในสินทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่งเพียงอย่างเดียว เหมือนกับคำเปรียบเทียบที่ว่า “อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว” 
         โดยที่ “ตะกร้า” ก็คือ การลงทุนในสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง และ “ไข่” ก็คือ เงินลงทุนทั้งหมดที่เรามี เพราะถ้าโชคร้ายตะกร้าใบเดียว ที่เรามีเกิดตกลงพื้น ไข่ทั้งหมดในตะกร้าก็แตกกระจาย แต่ถ้าเรามีตะกร้าหลายใบ แล้วแบ่งไข่ไปใส่ตะกร้านั้นบ้าง ตะกร้านี้บ้าง เวลาเกิดความเสียหายกับตะกร้าใบหนึ่ง อย่างน้อยก็ยังเหลือไข่ในตะกร้าใบที่เหลือ
             ดังนั้น อย่าเลือกลงทุนไปที่สินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งจนหมดใจ เพราะถ้าเกิดผลตอบแทนที่ได้รับไม่เป็นอย่างที่หวังคุณจะได้เจ็บตัวน้อยหน่อย 
            แต่การกระจายการลงทุนที่ดี ก็ไม่ใช่ว่าการลงทุนในโลกนี้มีกี่ประเภทก็จัดเต็มไปทุกอย่าง เพราะการลงทุนที่“หลากหลายมากเกินไป” ก็ทำให้วุ่นวายและไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะการจะลงทุนอะไร ก็ต้องทำความรู้จัก ทำความเข้าใจ และต้องคอยติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้อง และเราก็ไม่ใช่ยอดมนุษย์ที่จะเก่งไปทุกเรื่องเพราะฉะนั้น เลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่คิดว่า “แจ๋วจริง” และ “เจ๋งพอ” จะดีกว่า
            ในการกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงของการลงทุนนั้น ยังจะต้องมี “การจัดสรรสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม” ซึ่งอาจจะพิจารณาได้จาก “อายุ” หรือ “การยอมรับความเสี่ยง”
            สำหรับ วัยเริ่มต้นทำงาน โดยทฤษฎีแล้วสามารถจัดสรรเงินลงทุนส่วนใหญ่ไปอยู่ในสินทรัพย์ที่มีความ เสี่ยงสูง เช่น กองทุนหุ้น หุ้น หรือตราสารอนุพันธ์ และส่วนที่เหลือจึงจัดสรรไปลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ตราสารหนี้ เพราะวัยนี้อายุยังน้อย ยังโสด ไม่มีภาระทางการเงินมากมายเหมือนคนที่มีครอบครัวแล้ว แถมยังมีเวลาผ่านร้อนผ่านหนาวได้อีกหลายสิบปี ไม่ เหมือนคนที่อายุมาก และเหลือเวลาทำงานทำเงินอีกไม่กี่ปี ซึ่งไม่เหมาะที่จะเอาเงินส่วนใหญ่ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เพราะถ้าเกิดขาดทุนหนักๆ จะไม่มีโอกาสแก้ตัวอีกแล้ว จึงต้องนำเงินส่วนใหญ่ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยลง และแน่นอนว่าโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนสูงๆ ก็จะลดลงตามไปด้วย 
           ขั้นตอนสุดท้าย คือ “การติดตามผลและปรับปรุงพอร์ตการลงทุน” ให้เข้ากับสถานการณ์และภาวะตลาดโดยคุณต้องหมั่นตรวจสอบ “สถานะการลงทุน” ของตนเองเป็นประจำ อาจจะทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี ว่าเป็นไปตามเป้าหมายการลงทุนที่กำหนดไว้ตอนต้นหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จะได้ “ปรับพอร์ตการลงทุน”ของตนได้ทันท่วงที


กลยุทธ์ในการลงทุนในหุ้น
       การลงทุนในหุ้นประเภทต่างๆ นั้น ผู้ลงทุนควรทราบว่าก่อนว่าหุ้นสามารถแบ่งได้กี่ประเภท แต่ละประเภทมีลักษณะอย่างไร และสามารถนำไปใช้วางกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบของผู้ลงทุนแต่ละคน ซึ่งหุ้นแต่ละตัวนั้น สามารถเปลี่ยนสถานะหรือประเภทของตัวหุ้นเองได้เสมอ โดยหลักการทั่วไป หุ้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ “หุ้นคุณค่า” (Value Stock) และ “หุ้นเติบโต” (Growth Stock) ซึ่งจะกล่าวในรายละเอียดดังต่อไปนี้


การเลือกหุ้น Value Stock
       หมายถึง หุ้นที่มีราคาหรือมูลค่าต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมตามทฤษฎี (ของดี ราคาถูก) หรือเป็นหุ้นที่มีปัจจัย พื้นฐานดี เหมาะสำหรับการลงทุนในระยะยาว โดยลักษณะเด่นของหุ้นประเภทนี้ คือ เป็นหุ้นที่เน้นอัตราปันผลที่สูง แต่มักจะมีผลการดำเนินงานเติบโตไม่โดดเด่น หรืออาจเป็นกิจการที่มีการเติบโตเต็มที่แล้ว ทำให้คนตีราคาของหุ้นตัวนี้ต่ำมากจนไม่สนใจซื้อขายกัน จึงทำให้ราคานั้นต่ำกว่าราคาที่เหมาะสม


**โดยเกณฑ์สำคัญที่ใช้ตัดสินใจว่าหุ้นใดเป็นหุ้น Value Stock นั้น เราใช้ลักษณะใหญ่ๆ 3 ข้อดังนี้ 
  • อัตราการจ่ายเงินปันผล (High Dividend Yield) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหรือของกลุ่มเดียวกัน หรือ
    เรียกอีกอย่างว่า “หุ้นปันผล” (Dividend Stock)
  • หุ้นที่มีการซื้อขายที่ P/E Ratio ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหรือของกลุ่ม หุ้น ลักษณะนี้มักจะมีผลการดำเนินงานด้อยกว่าหุ้นในกลุ่มเดียวกัน หรือต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทำให้ผู้ลงทุนให้ค่าพรีเมียมหรือ P/E Ratio ที่ต่ำนั้นเอง
  • กล่าว โดยสรุปของ Value Stock คือ หุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมตามทฤษฎี และสมมติฐานหนึ่งของการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ คือ ถ้าหากราคาของมันต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมตามทฤษฎีแล้ว สักวันหนึ่งราคาจะต้องปรับขึ้นมาหาราคาที่เหมาะสมอย่างแน่นอน จะช้าหรือเร็วเท่านั้น โดยมีลักษณะสำคัญ คือ มี P/E Ratio และ P/BV Ratio ที่ต่ำ แต่มีผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด
 การเลือกหุ้น Growth Stock
หุ้นประเภทนี้ถือได้ว่าเป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนไทยเป็นจำนวนมาก โดยมากมักมีลักษณะที่โดดเด่นในแง่ของอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรม (Industry Growth) ที่เติบโตสูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศ (GDP Growth)
       ***ตัวอย่างของปี 2550 กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือกลุ่มยานยนต์ที่มีอัตราการขยายตัวสูงกว่า 10% ขณะที่ GDP Growth ของประเทศไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 4.5 - 5.0% เท่านั้น ดังนั้น หุ้นในกลุ่มนี้จึงมีผลการดำเินินงาน ทั้งในแง่ของรายได้และกำไรสุทธิที่ขยายตัวโดดเด่นกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด
        อย่าง ไรก็ตาม บริษัทจดทะเบียนยังสามารถสร้างการเติบโตให้แก่ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ เองได้ แม้ว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมในขณะนี้ไม่มีความโดดเด่นเหนือเศรษฐกิจโดยรวมของ ประเทศ โดยมี 2 แนวทางดังนี้
  •  Inorganic Growth ผ่าน การควบรวม และ/หรือ ซื้อกิจการ (Merger & Acquisition : M&A) ซึ่งเป็นแนวทางที่เริ่มได้รับความนิยมในบริษัทจดทะเบียนของไทยมากขึ้น เพราะเป็นทางลัดที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัท ตัวอย่างเช่น ATC – RRC, MAJOR – TRAF, BAY – GE Capital ฯลฯ
  • Organic Growth เป็นการผลักดันจากแผนธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนเอง เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
    การลดต้นทุนการผลิต การขยายตลาด การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ฯลฯ จะเห็นภาพได้ชัดในกลุ่มภาคการผลิตมากกว่าภาคการบริการ
ลักษณะของ Growth Stock  
         Growth Stock จะเป็นหุ้นที่เน้นการเติบโต (ของดี ราคาสูง) มีลักษณะเด่นของหุ้น โดยเป็นหุ้นที่มีผลการดำเนินงานเติบโตโดดเด่นกว่าตลาด ซึ่งเราสามารถแบ่งลักษณะเด่นๆ ของหุ้นกลุ่ม Growth Stock ได้เป็นลักษณะใหญ่ๆ 3 ข้อ ดังนี้ 
  • อัตราการจ่ายเงินปันผล (Low Dividend Yield) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหรือของกลุ่มเดียวกัน เนื่องจากบริษัทลักษณะนี้จะต้องสำรองเงินทุนหมุนเวียนไว้สำหรับการขยายกิจการของตนเอง ซึ่งจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น 
  • หุ้นที่มีการซื้อขายที่ P/E Ratio สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหรือของกลุ่ม เนื่อง จากบริษัทประเภทนี้มีผลการดำเนินงานที่ดี ทั้งในแง่รายได้และความสามารภในการทำกำไร จึงทำให้ผู้ลงทุนยอมจ่ายเงินซื้อแพง หรือที่ P/E Ratio สูงนั้นเอง
  • หุ้นที่มีการซื้อขายที่ P/BV Ratio สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหรือของกลุ่ม ลักษณะโดยรวมจะคล้ายคลึงกับประเภทที่ 2 ดังที่กล่าวมาข้างต้น
Growth Stock เหมาะกับผู้ลงทุนแบบไหน? 
      หาก เป็นผู้ลงทุนที่มีระยะเวลาการลงทุนค่อนข้างสั้น หรือต่ำกว่า 12 เดือน และสามารถรับความเสี่ยงจากการผันผวนของการลงทุนได้มากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป แล้ว Growth Stock เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมกับผู้ลงทุนกลุ่มนี้ เพราะ
ด้วย ผลการดำเนินงาน และ/หรือ ประเด็นการลงทุนจะมีส่วนสนับสนุนการปรับตัวของราคาหุ้นประเภทนี้เสมอ แต่เมื่อใดที่ผลการดำเนินงานออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ราคาหุ้นกลุ่มนี้จะปรับตัวลงแรงเช่นเดียวกัน  
      ทั้งนี้ หุ้นในกลุ่ม Growth Stock อาจเปลี่ยนแปลงเป็นกลุ่ม Value Stock ได้ จึงต้องพิจารณาตรวจสอบหุ้นที่ลงทุนเสมอ เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบการลงทุนของผู้ลงทุน 

การเปรียบเทียบระหว่าง Value Stock และ Growth Stock


http://www.tsi-thailand.org
  
Value Stock และ Growth Stock เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?
    จากข้อสรุปการเปรียบเทียบระหว่าง Value Stock และ Growth Stock ข้างต้นนั้น เป็นเพียงสูตรสำเร็จอย่างง่ายต่อการแยกประเภทของหุ้น ซึ่งในความเป็นจริง หุ้นๆ หนึ่งอาจมีลักษณะของหุ้นประเภทหนึ่ง และเปลี่ยนไปมีลักษณะของหุ้นอีกประเภทอีกหนึ่งได้ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
     ***ตัวอย่างเช่น บริษัท ABC เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ หากย้อนกลับไปในอดีต (T0) ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการลงทุนโครงข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่มีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการซื้อขายหุ้นที่ P/E Ratio เฉลี่ย สูงถึง 58 เท่า (สูงกว่าค่าเฉลี่ย P/E Ratio ของตลาดที่อยู่ราวๆ 20 เท่า) หากพิจารณาจากแนวโน้มผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง หุ้น ABC จะจัดเป็นหุ้น Growth Stock ณ ขณะนั้น
      แต่เมื่อผ่านจุดการขยายโครงการขนาดใหญ่ไปแล้ว อัตราค่าบริการถูกลง ราคาโทรศัพท์มือถือถูกลง การเพิ่มของจำนวนผู้ใช้บริการก้าวกระโดด แต่ผลการดำเนินงานเริ่มทรงตัว ส่งผลให้ P/E Ratio ที่ซื้อขายเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 16 เท่าในช่วงเวลา (T1) ขณะที่ SET ซื้อขายที่ P/E Ratio 10 เท่า กล่าวคือ หุ้น ABC ซื้อขายที่ P/E Ratio สูงกว่าตลาดเพียง 6 เท่า สะท้อนได้ว่าหุ้น ABC ในขณะนั้นเป็น Value Stock 
      จาก ตัวอย่างข้างต้น เป็นการสะท้อนถึงกลยุทธ์การลงทุนของหุ้นหนึ่งๆ ผู้ลงทุนจะต้องพิจารณาและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับภาวะการในเวลา นั้นๆ ด้วย เพราะการเปลี่ยนแปลงของลักษณะหุ้นจากประเภทหนึ่งไปยังอีกประเภทหนึ่ง ลักษณะของผลตอบแทนและอัตราผลตอบแทนที่ได้ย่อมแตกต่างกัน   

จังหวะของการลงทุนในหุ้นระหว่าง Value Investor และ Growth Investor

     ผู้ ลงทุนแบบ Value Investor จะลงทุนในหุ้นแบบ Value Stock ก่อน เพราะถือว่าเป็นหุ้นที่อยู่นอกสายตาของ Growth Investor โดยผลตอบแทนที่จะได้รับอยู่ในรูปของอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) และเมื่อบริษัทฯ นั้นๆ เริ่มมีผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง จนเริ่มมีความน่าสนใจในสายตาของ Growth Investor ซึ่งมักจะเป็นจุดที่ Value Investor พิจารณาว่าราคาหุ้นเริ่มแพง ก็จะเริ่มขายหุ้น เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคา (Capital Gain) โดย Growth Investor จะเข้ามาเป็นผู้ซื้อหุ้นต่อจาก Value Investor นั้นเอง และเมื่อใดที่ความน่าสนใจของหุ้นในแง่ของผลการดำเนินงานลดลง Growth Investor จะเริ่มขายหุ้นเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคา โดย Value Investor จะกลายมาเป็นผู้ซื้อหุ้นต่อจาก Growth Investor นั่นเอง
เลือกหุ้นอย่าลืม เบต้า 
     “ค่าเบต้า” (?) เป็นอีกปัจจัยที่ใช้เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของ “ราคาหุ้น” เทียบกับ “การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์” หรือเรียกในเชิงสถิติ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างราคาหุ้นกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง สามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะดังต่อไปนี้ 
      1. ค่าเบต้า > 1 หมายถึง ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวในอัตราที่สูงกว่าการ เปลี่ยนแปลงของตลาด เช่น หุ้น ABC มีค่าเบต้าที่ 1.2 เท่า หาก SET ปรับตัวขึ้น 10% ในวันนี้ ราคาหุ้น ABC จะปรับขึ้น 12% และในทางกลับกัน SET ลดลง 10% ราคาหุ้น ABC จะลดลง 12% เช่นกัน

http://www.tsi-thailand.org
        2. ค่าเบต้า = 1 หมายถึง ราคาหุ้นจะเปลี่ยนแปลงเท่ากับการเคลื่อนไหวของตลาด ซึ่งมักเป็นหุ้นตลาด (Market Cap.) เช่น หุ้น XYZ มีค่าเบต้าที่ 1 เท่า หาก SET ปรับตัวขึ้น 10% ในวันนี้ ราคาหุ้น XYZ ปรับขึ้น 10% และในทางกลับกัน SET ลดลง 10% ราคาหุ้น XYZ จะลดลง 10% เช่นกัน

http://www.tsi-thailand.org
        3. ค่าเบต้า < 1 หมายถึง ราคาหุ้นจะเปลี่ยนแปลงหรือผันผวนน้อยกว่าตลาด ซึ่งมักเป็นหุ้น Defensive เช่น หุ้น DEF มีค่าเบต้าที่ 0.8 เท่า หาก SET ขึ้น 10% ราคาหุ้น DEF ขึ้น 8% แต่ในทางกลับกัน SET ลดลง 10% ราคาหุ้น DEF ลดลง 8%


เลือกเบต้าแบบไหนดี?
        “ค่าเบต้า” (?) คำนวณจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น เทียบกับการเปลี่ยนแปลงของดัชนีตลาด ดังนั้นการนำข้อมูลแต่ละช่วงเวลามาประเมินค่าเบต้า ย่อมได้ค่าเบต้าที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น ลักษณะของค่าเบต้าที่ดี และน่าเชื่อถือ คือ ช่วงเวลาของข้อมูลที่นำมาใช้ ยิ่งช่วงเวลานาน ความน่าเชื่อถือจะดีขึ้น เพราะหากนำข้อมูลช่วงสั้นๆ มาพิจารณา ราคาหุ้นในช่วงเวลานั้นๆ อาจมีความผันผวนสูงจากปัจจัยใดปัจจั ยหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเบต้าที่ได้สูงกว่าปกติหรือค่าเฉลี่ยของหุ้นนั้นๆ ในทางปฎิบัติมักใช้ช่วงเวลา 6 เดือน หรือ 12 เดือน
กลยุทธ์การใช้ค่าเบต้าในการตัดสินใจลงทุน
              1. Fund Flow เข้า หรือตลาดเป็นทิศทางขาขึ้น ควรเลือกหุ้นที่มีค่าเบต้าเท่ากับ 1 หรือสูงกว่า เพราะผู้ลงทุนต่างชาติจำเป็นต้องลงทุนในหุ้นที่มีขนาดใหญ่ หรือ Market Cap. สูง และเมื่อตลาดโดยรวมมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น การเลือกลงทุนในหุ้นที่มีค่าเบต้าสูง แนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจะสูงกว่าตลาด แต่ขณะเดียวกันความเสี่ยงจากการลงทุนจะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
              2. ภายใต้ภาวะตลาดผันผวน ไร้ทิศทางชัดเจน ควรเลือกลงทุนในหุ้นที่มีค่าเบต้าต่ำกว่า 1 เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน โดยส่วนใหญ่นักกลยุทธ์จะแนะนำให้ลงทุนในหุ้นประเภท Defensive หรือหุ้นที่ให้อ้ตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด (Dividend Stock) เพราะผลตอบแทนจากเงินปันผลจะสามารถเป็นกันชนที่จะช่วยลดการผันผวนของราคาได้