บทความที่ได้รับความนิยม

วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

กองทุนรวม เล่นยังไง

ความเป็นมา

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมแห่งแรกของประเทศไทยได้จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2518 โดยความร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลไทยและบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ ( International Finance Corporation – IFC ) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของธนาคารโลก และได้มีการจัดตั้งและจัดการกองทุนรวมโครงการแรกในปี พ.ศ. 2520 ภายใต้ชื่อ “โครงการกองทุนสินภิญโญ” ด้วยขนาดกองทุน 100 ล้านบาทและมีอายุโครงการ 10 ปี

ในปี พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มีผลบังคับใช้ จึงได้มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ขึ้น เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลและส่งเสริมพัฒนาธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจจัดการลงทุนและตลาดทุนของประเทศ โดยในวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2535 กระทรวงการคลังได้พิจารณาให้ใบอนุญาตการจัดการกองทุนรวมแก่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้นใหม่เพิ่มอีก 7 บริษัท รวมกับบริษัทเดิมอีก 1 บริษัท เป็น 8 บริษัท มีผลให้ธุรกิจการจัดการกองทุนรวมขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและกลายเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาตลาดทุนของประเทศไทย


ปลายปี พ.ศ. 2538 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ได้เปิดให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนรวมเพิ่มเติม ซึ่งมีกลุ่มผู้ผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 7 กลุ่ม ( ไม่นับรวมผู้จัดตั้ง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม เพื่อผู้ลงทุนต่างด้าว จำกัด ) โดยต่อมาในปี พ.ศ. 2539 – 2540 กลุ่มผู้ที่ผ่านการพิจารณาดังกล่าวได้ทยอยจัดตั้งบริษัทขึ้นเพื่อรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนรวมจากกระทรวงการคลัง ซึ่งมีกลุ่มที่สามารถดำเนินการจัดตั้งบริษัทได้เพียง 6 บริษัท รวมกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมที่จัดตั้งแล้วก่อนหน้านี้เป็น 14 บริษัท

ปัจจุบัน ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทั้งสิ้น 21 บริษัท คือ


บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน)
เลขที่ 11 อาคารคิวเฮ้าส์สาทร ชั้น M ถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120
โทร 0-2670-4900 โทรสาร 0-2679-1820
http://www.ktam.co.th

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด
เลขที่ 252/38-41 อาคารเมืองไทย-ภัทร 1 ชั้น 30-32 ถนนรัชดาภิเษก 
แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320
โทร 0-2673-3999 โทรสาร 0-2693-2320
http://www.kasikornasset.com

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด
เลขที่ 990 อาคารอับดุลราฮิม เพลส ชั้น 32 ถนนพระราม 4 แขวงสีลม เขตบางรัก 
กรุงเทพฯ 10500
โทร 0-2636-1800 โทรสาร 0-2636-1820
http://www.tmbam.com

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด
เลขที่ 48/16 – 17 อาคารทิสโก้ ทาวเวอร์ ชั้น 9 ถนนสาทรเหนือ แขวงสีลม 
เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500
โทร 0-2633-7777 โทรสาร 0-2633-7310
http://www.tiscoasset.com

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด 
เลขที่ 130 – 132 อาคารสินธร ทาวเวอร์ 3 ชั้น 23 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี 
เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทร. 0-2626-2222 โทรสาร 0-2263-4044
http://www.scbam.com

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัด
เลขที่ 898 อาคารเพลินจิตทาวเวอร์ ชั้น 15 ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน
กรุงเทพฯ 10330
โทร 0-2263-0800 โทรสาร 0-2263-0394 , 0-2263-0811-4
http://www.thanachartfund.com

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน นครหลวงไทย จำกัด
เลขที่ 942/135 อาคารชาญอิสระทาวเวอร์ ชั้น 4 ถนนพระราม4 แขวงสุริวงศ์ เขตบางรัก
กรุงเทพฯ 10500
โทร. 0-2624-8555 โทรสาร 0-2624-8595
http://www.sci-asset.com

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บีที จำกัด
เลขที่ 44 ชั้น 16 ถนนหลังสวน แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน
กรุงเทพฯ 10330
โทร 0-2686-9500 โทรสาร 0-2657-3167
http://www.btam.co.th


บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ฟินันซ่า จำกัด
เลขที่ 48/21, 48/24 อาคารทิสโก้ทาวเวอร์ ชั้น 12 เอ ถนนสาทรเหนือ แขวงสีลม
เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500
โทร 0-2352-4000 โทรสาร 0-2352-4098-9
http://www.finansa-asset.com

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ไทย) จำกัด
เลขที่ 179/6-10 อาคารบางกอกซิตี้ทาวเวอร์ ชั้น 5 ถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120
โทร. 0-2679-5577,0-2679-5588 โทรสาร 0-2679-5571-5
http://www.uobam.co.th

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน จำกัด
เลขที่ 179 อาคารบางกอกซิตี้ ทาวเวอร์ ชั้น 28 ถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ 
เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120
โทร 0-2352-3333 โทรสาร 0-2352-3388
http://www.aberdeen-asset.co.th

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อยุธยา จำกัด
เลขที่ 898 อาคารเพลินจิตทาวเวอร์ ชั้น 12 ถนนเพลิตจิต แขวงลุมพินี 
เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทร 0-2657-5757 โทรสาร 0-2263-0199
http://www.ayfunds.com

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด ( มหาชน )
เลขที่ 199 ชั้น G และชั้น 21-23 อาคารคอลัมน์ทาวเวอร์ ถนนรัชดาภิเษก
เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
โทร 0-2649-2000 โทรสาร 0-2649-2100, 0-2649-2111
http://www.mfcfund.com

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด
เลขที่ 175 อาคารสาธรซิตี้ทาวเวอร์ ชั้น 17 ถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร
กรุงเทพฯ 10120
โทร. 0-2672-1000 โทรสาร 0-2286-4472
http://www.assetfund.co.th


บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนแมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด
ชั้น 6 อาคารแมนูไลฟ์เพลส 364/30 ถนนศรีอยุธยา แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี
กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ 0-2246-7650 โทรสาร 0-2642-6341
http://www.manulife-asset.co.th


บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไอเอ็นจี ( ประเทศไทย ) จำกัด
เลขที่ 130 – 132 อาคาสินธรทาวเวอร์ 1 ชั้น จี และ อาคาสินธรทาวเวอร์ 3 ชั้น 15, 17 และ 18 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน
กรุงเทพฯ 10330
โทร 0-2688-7777 โทรสาร 0-2688-7700
http://www.ingfunds.co.th

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ซีมิโก้ จำกัด
เลขที่ 287 อาคารลิเบอร์ตี้สแควร์ ชั้น 8 ถนนสีลม 
แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ 105000
โทร 0-2624-6300 โทรสาร 0-2624-6330
http://www.seamicoasset.com

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด
เลขที่ 175 อาคารสาธรซิตี้ทาวเวอร์ ชั้น 26 ห้อง 2601 ถนนสาทรใต้ 
แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120
โทร 0-2679-6400 โทรสาร 0-2679-5995 – 6
http://www.bblam.co.th

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม พรีมาเวสท์ จำกัด
เลขที่ 900 อาคารต้นสนทาวเวอร์ ชั้น 5 ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน
กรุงเทพฯ 10330
โทร 0-2257-0555 โทรสาร 0-2257-0360
http://www.primavest.com

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ฟิลลิป จำกัด
เลขที่ 849 อาคารวรวัฒน์ ชั้น 22 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก
กรุงเทพฯ 10500
โทร. 0-2635-3033 โทรสาร 0-2635-3040
http://www.phillipasset.co.th


บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด
เลขที่ 989 อาคารสยามทาวเวอร์ ชั้น 24 ( สยามดิสคัฟเวอรี่ ) ถนนพระราม 1 
แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทร 0-2659-8888 โทรสาร 0-2659-8860 – 1
http://www.one-asset.com


กองทุนรวม คือ เครื่องมือในการลงทุน (investment vehicle) สำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ที่ประสงค์จะนำเงินมาลงทุนในตลาดเงินตลาดทุน แต่ติดขัดด้วยอุปสรรคหลายประการ ที่ทำให้การลงทุนด้วยตนเองไม่สามารถได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่ต้องการ เช่น

  • มีทุนทรัพย์จำนวนจำกัด ไม่สามารถกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเภทได้มากพอ เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน หรือ
  • ไม่มีประสบการณ์ ความรู้ ความชำนาญในการลงทุน หรือ
  • ไม่มีเวลาจะศึกษา ค้นหา และติดตามข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจการลงทุน
กองทุนรวม จึงเป็นเครื่องมือในการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ มีการจัดการลงทุนอย่างเป็นระบบ โดยมีจุดมุ่งหมายให้การลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีสุด ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้

โครงสร้างของกองทุนรวม ถูกกำหนดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน โดยประกอบด้วยผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ต่าง ๆ และผู้กำกับดูแล ทั้งที่เป็นองค์กรของภาคเอกชนและภาครัฐ ได้แก่

  • บริษัทจัดการ บริษัทจัดการต้องเป็นบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับใบอนุญาตจัดการลงทุนจากกระทรวงการคลังเท่านั้น บริษัทจัดการเป็นผู้กำหนดโครงการกองทุนรวม นโยบายการลงทุนและวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอขออนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. และต้องบริหารจัดการลงทุนตามวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนนั้นโดยเคร่งครัด ทั้งนี้ บริษัทจัดการจะแจ้งนโยบายการลงทุนและวัตถุประสงค์ในการลงทุนให้ผู้ลงทุนทราบ ในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุนที่แจกจ่ายให้แก่ผู้ลงทุนและผู้ที่สนใจลงทุนได้ศึกษาก่อนที่จะลงทุน
  • ผู้ดูแลผลประโยชน์ ผู้ดูแลผลประโยชน์ เป็นสถาบันการเงิน ที่มีคุณสมบัติตามที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนด และต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับบริษัทจัดการ ผู้ดูแลผลประโยชน์จะเป็นตัวแทนของผู้ถือหน่วยลงทุน ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ทั้งมวลของผู้ถือหน่วยลงทุน เช่น 
  1. ดูแลให้บริษัทจัดการจัดการกองทุนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนของโครงการลงทุน ที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. และที่ได้จดแจ้งไว้ในหนังสือชี้ชวน
  2. ทำหน้าที่ชำระราคาค่าซื้อและรับชำระราคาจากการขายทรัพย์สิน
  3. เก็บรักษาทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุนรวม
  4. สอบทานความถูกต้องของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม
  5. ดำเนินคดีฟ้องร้องแทนผู้ถือหน่วยลงทุนหากบริษัทจัดการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
  • ตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน ปัจจุบันบุคคลที่จะทำหน้าที่เสนอขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมได้ ต้องเป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. เท่านั้น ตัวแทนสนับสนุนขายหน่วยลงทุน ต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด และผ่านการทดสอบความรู้ในหลักสูตรการเป็นตัวแทนขายจากสถาบันที่สำนักงาน ก.ล.ต. เห็นชอบ ขึ้นทะเบียนรายชื่อกับสำนักงาน ก.ล.ต. ต้องปฏิบัติและทำหน้าที่ในการขายตามกรอบที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันการขายและการโฆษณาชวนเชื่อให้ผู้ลงทุนเข้าใจผิดในสาระสำคัญ ตัวแทนสนับสนุนขายหน่วยลงทุน หรือที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า ผู้ทำหน้าที่ขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุนกองทุนรวม มีสองระดับ ได้แก่ 
                 1.ตัวแทนสนับสนุนการขาย-ระดับหนึ่ง [ Investment Planner (IP)] หมายถึง บุคคลที่สามารถให้ คำแนะนำในการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมแก่ผู้ถือหน่วยลงทุนและผู้สนใจลงทุนทั่วไป ทั้งที่เป็น คำแนะนำทั่วไป และ คำแนะนำเฉพาะเจาะจง
                2.ตัวแทนสนับสนุนการขาย-ระดับสอง [ Fundamental Guide (FG) ] หมายถึง บุคคลที่ สามารถให้ คำแนะนำในการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนและผู้สนใจลงทุน ทั่วไป เฉพาะที่เป็น คำแนะนำทั่วไป เท่านั้น
  • นายทะเบียนหน่วยลงทุน นายทะเบียนหน่วยลงทุน เป็นสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ให้มีหน้าที่ดูแลทะเบียนรายชื่อผู้ถือหน่วยลงทุน ตลอดจนสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน เช่น การจ่ายเงินปันผล และสิทธิประโยชน์ อื่น ๆ บริษัทจัดการอาจทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนหน่วยลงทุน สำหรับกองทุนรวมภายใต้การจัดการของตนก็ได้
  • ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้สอบบัญชี และมีชื่อขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงาน ก.ล.ต. ต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับบริษัทจัดการ มีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของกองทุนรวม ตรวจสอบและให้ความเห็นชอบงบการเงินของกองทุนให้ถูกต้องตามมาตรฐานบัญชี
  • สมาคมบริษัทจัดการลงทุน สมาคมบริษัทจัดการลงทุน จัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 เป็นสมาคมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักทรัพย์ จดทะเบียนสมาคมกับสำนักงาน ก.ล.ต. มีบริษัทจัดการที่ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนรวม การจัดการกองทุนส่วนบุคคล และการจัดการกองทุนส่วนบุคคลที่เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสมาชิก สมาคมมีหน้าที่กำหนดจรรยาบรรณ และวางมาตรฐานในการปฏิบัติ ให้บริษัทสมาชิกยึดถือและปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกราย กำหนดบทลงโทษเมื่อบริษัทสมาชิกฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตาม
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นองค์กรของภาครัฐ ทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจหลักทรัพย์ รวมถึงการจัดการลงทุน ออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือ ข้อกำหนดตามความในกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์

ด้วยกองทุนรวมเป็นเสมือนหนึ่งเครื่องมือในการลงทุนของผู้ลงทุน ดังนั้น จึงต้องมีความหลากหลายเพื่อให้มีความเหมาะสมกับแต่ละลักษณะของผู้ลงทุน โดยทั่วไปกองทุนรวมสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้ 
  • แบ่งตามประเภทของการขายคืนหน่วยลงทุน
  1. กองทุนปิด (Closed-End fund) กองทุนรวมที่มีหน่วยลงทุนคงที่ ไม่เพิ่มขึ้นและไม่ลดลง และเปิดให้มีการจองซื้อเพียงครั้งเดียวเมื่อจัดตั้งโครงการ มีกำหนดอายุโครงการแน่นอน และบริษัทจัดการไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนดอายุโครงการ ผู้ถือหน่วยลงทุนไม่สามารถไถ่ถอนหน่วยลงทุนก่อน ครบกำหนดอายุโครงการได้ โดยส่วนใหญ่แล้ว อายุโครงการของกองทุนรวมในประเทศไทย จะมีกำหนด 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี และเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน บริษัทจัดการอาจนำหน่วยลงทุนของกองทุนปิดไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดรอง(ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) หรือจัดให้มี ตัวแทนจัดการซื้อขาย (Market maker)
  2. กองทุนเปิด (Open-End fund) กองทุนรวมที่สามารถเพิ่มหรือลดหน่วยลงทุนได้ ไม่มีกำหนดอายุโครงการ และบริษัทจัดการรับซื้อคืนหน่วย ลงทุนตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน เช่น ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกสองสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกไตรมาส หรือทุกหกเดือน กองทุนเปิดจึงเป็นที่นิยม มากกว่ากองทุนปิด เพราะมีสภาพคล่องมากกว่า

  • แบ่งตามนโยบายการลงทุน 10 แบบมาตรฐานของสำนักงาน ก.ล.ต.
  1. กองทุนรวมตราสารแห่งทุน (Equity fund) กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารทุน โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม บริษัทจัดการต้องรายงานค่าเฉลี่ยการถือครองตราสารทุนให้สำนักงาน ก.ล.ต. ทราบทุกรอบระยะเวลาสามเดือน หกเดือน เก้าเดือน และสิบสองเดือนของรอบบัญชีกองทุน หากค่าเฉลี่ยการถือครองตราสารทุนไม่ถึงร้อยละ 65 ในรอบระยะเวลาใด ให้บริษัทจัดการแสดงเหตุผลโดยชัดเจน เพื่อที่สำนักงาน ก.ล.ต. จะได้นำไปเปิดเผยให้แก่ผู้ลงทุนและผู้ที่สนใจลงทุนทราบต่อไป โดยทั่วไปแล้ว กองทุนรวมตราสารแห่งทุน มีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนรวม ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารประเภทอื่น จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูง และควรลงทุนเพื่อหวังผลที่ดีกว่าในระยะยาว
  2. กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ (General fixed income fund) กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้เฉพาะเงินฝาก หรือหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดหรือให้ความเห็นชอบให้กองทุนประเภทดังกล่าวลงทุนได้ ห้ามมิให้กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ลงทุนหรือ มีไว้ซึ่งตราสารทุนหรือตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน (หุ้นกู้แปลงสภาพ) ยกเว้นแต่สำนักงาน ก.ล.ต. จะพิจารณาอนุญาต เมื่อมีผู้ให้คำรับรองที่น่าเชื่อถือได้ว่าจะเป็นผู้รับ ซื้อตราสารทุนหลังการแปลงสภาพนั้นออกไปจากกองทุนโดยทั่วไปแล้ว กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ มีความเสี่ยงน้อยกว่ากองทุนรวมที่มีนโยบาย ลงทุนในตราสารทุน จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้น้อยกว่า
  3. กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ระยะยาว (Long-term fixed income fund) กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้เฉพาะเงินฝาก หรือหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สำนักงาน ก.ล.ต .กำหนดหรือให้ความเห็นชอบให้กองทุนประเภทดังกล่าวลงทุนได้ โดยกองทุนมีวัตถุประสงค์ที่จะดำรง พอร์ตโฟริโอ ดูเรชัน (portfolio duration) ในขณะใดขณะหนึ่งของกองทุนรวมนั้นมากกว่าหนึ่งปีขึ้นไป พอร์ตโฟริโอ ดูเรชัน (portfolio duration) หมายถึง อายุถัวเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักของกระแสเงินที่ได้รับจากทรัพย์สินของกองทุนรวม พอร์ตโฟริโอ ดูเรชัน มากกว่าหนึ่งปี มีความหมายโดยทั่วไปว่า ทรัพย์สินที่กองทุนลงทุนและมีไว้ มีอายุเฉลี่ยมากกว่าหนึ่งปี เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงต่ำ และสามารถลงทุนระยะยาวได้
  4. กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ระยะสั้น (Short-term fixed income fund) กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้เฉพาะเงินฝาก หรือหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดหรือให้ความเห็นชอบให้กองทุนประเภทดังกล่าวลงทุนได้ โดยกองทุนมีวัตถุประสงค์ที่จะดำรง พอร์ตโฟริโอ ดูเรชัน (portfolio duration) ในขณะใดขณะหนึ่งของกองทุนรวมนั้นไม่เกินหนึ่งปี พอร์ตโฟริโอ ดูเรชัน ต่ำกว่าหนึ่งปี มีความหมายโดยทั่วไปว่า ทรัพย์สินที่กองทุนลงทุนและมีไว้ มีอายุเฉลี่ยน้อยกว่าหนึ่งปี เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะสั้น และต้องการความเสี่ยงต่ำ
  5. กองทุนรวมผสม (Balanced fund) กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สำนักงาน ก.ล.ต.กำหนด หรือให้ความเห็นชอบให้กองทุนประเภทดังกล่าวลงทุนได้ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะดำรงอัตราส่วนการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารทุนในขณะใดขณะหนึ่งไม่เกินร้อยละ 65 และไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม กองทุนผสม ลงทุนในตราสารได้ทุกประเภท ผู้จัดการกองทุนสามารถแสวงหาโอกาสลงทุนที่ดีกว่าได้ทั้งในตลาดตราสารทุนและตลาดตราสารหนี้ แต่เป็นการจัดสรรเงินลงทุนประเภทสมดุล เพราะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับ ceiling และ floor ในการลงทุนในตราสารทุน กองทุนผสม เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ปานกลาง
  6. กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น (Flexible portfolio fund) กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สำนักงาน ก.ล.ต.กำหนด หรือให้ความเห็นชอบให้กองทุนประเภทดังกล่าวลงทุนได้ ทั้งนี้ การลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นดังกล่าว ขึ้นกับการตัดสินใจลงทุนของผู้จัดการกองทุนรวม ตามความเหมาะสมและสภาวการณ์ในแต่ละขณะ กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น สามารถลงทุนในตราสารทุกประเภทเช่นเดียวกับกับกองทุนรวมผสม แต่ไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับ ceiling และ floor ในการลงทุนในตราสารทุนแต่อย่างใด การจัดสรรเงินลงทุนของกองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่นระหว่างตลาดตราสารทุนและตลาดตราสารหนี้ จึงอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น เหมา
  7. กองทุนรวมหน่วยลงทุน (Fund of funds) กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนและใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม เนื่องจากกองทุนรวมมีข้อดีหลายประการ ที่สำคัญคือ มีการกระจายการลงทุน ความเสี่ยงจึงลดลง ทั้งยังมีต้นทุนเฉลี่ยต่ำ กองทุนรวมหน่วยลงทุนจึงรับเอาข้อได้เปรียบดังกล่าวมา นอกจากนั้นแล้ว กองทุนรวมหน่วยลงทุนยังกระจายการลงทุนไปในหลาย กองทุนรวมภายใต้การจัดการของหลายผู้จัดการกองทุนและหลายบริษัทจัดการ จึงเป็นการกระจายความเสี่ยงที่กว้างขวางกว่า ข้อเสียของกองทุนรวมหน่วยลงทุน อยู่ที่มีค่าธรรมเนียมในการจัดการและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซ้ำซ้อน
  8. กองทุนรวมใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant fund) กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหน่วยลงทุน และใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นเพิ่มทุน โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม การลงทุนในใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น มีความเสี่ยงสูง กองทุนประเภทนี้จึงมีความเสี่ยงสูงมาก
  9. กองทุนรวมกลุ่มธุรกิจ (Sector fund) กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารทุนของบริษัทที่มีธุรกิจหลักประเภทเดียวกันตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม กองทุนรวมกลุ่มธุรกิจ มีการลงทุนกระจุกตัว จึงมีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนรวมตราสารแห่งทุนโดยทั่วไป
  10. กองทุนรวมตลาดเงิน (Money market fund) กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารหนี้ที่มีคุณภาพและมีกำหนดชำระเงินต้นเมื่อทวงถามหรือมีอายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี กองทุนรวมตลาดเงิน มีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกับ กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ระยะสั้น มีความเสี่ยงต่ำสุด เหมาะสำหรับการลงทุน ระยะสั้นของผู้ลงทุนที่ไม่ต้องการความเสี่ยง







เครื่องมือการวิเคราะห์หุ้น(เบื้องต้น)

   ????? หลายคงมีความสงสัยว่าเราจะไปหาเครื่องมือที่จะมาใช้ในการลงทุนจากไหนแบบฟรีๆ(เสียเงินก็มีน่ะ) คำตอบนั้น....หาได้ง่ายมากเพราะด้วยยุคปัจจุบันระบบต่างๆเริ่มมีการพัฒนาKnowledge Accessให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

เว็บไซน์ แอพพลิเคชั่น(ทั้งandroidและios)

-blue
-SiamChart(Web+App)
-e-Finance(Web)
-SiamChart(Web)

     
-SiamChart(App)
-blue(App)
-Web Site Trade (ตามแต่ละบริษัทหลักทรัพย์นั้นๆ)
    ***หมายเหตุ กรณีบริษัทหลักทรัยพ์กสิกรในปัจจุบันมีการเพิ่ม Tap การวิเคราะห์ที่จะเข้ามาช่วยในการตัดสินใจการลงทุนให้สะดวกขึ้น เช่น Liberty Plus, กราฟทางเทคนิค,e-Finance(ตัวหลักๆซึ่งมาให้ใช้แบบฟรีๆ) 
ส่วนบล.อื่นๆน่าจะเป็นการให้ใช้แบบfull option


สุดท้ายนี้.....

         เครื่องมือที่รวบรวมมาให้เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์หลักทรัพย์เท่านั้น
การวิเคราะห์ที่แท้จริงก็ยังคงต้องใช้หลายปัจจัยมาประกอบกันอยู่ดีทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
ดังนั้นเราควรที่จะเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อที่เราจะได้ป้องกันความเสี่ยง
ในมูลค่าเงินที่เราจะลงทุนให้ได้ดียิ่งขึ้นต่อไป........

   

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ

         ดั่งทฤษฏีที่กล่าวไว้ว่าเราควรจะมอง2สิ่งนี้ให้ยึดติดกันไว้เสมอๆ ห้ามลืมสิ่งใดสิ่งหนึ่งเด็ดขาดเพราะมันจะนำคุณไปสู่ความเสี่ยงในอนาคต ในมุมมองของธุรกิจมี 1 ทฤษฎีที่น่าสนใจและสามารถนำมาเชื่อมโยงกันได้ ที่จะสอดคล้องกับคำว่า "ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ" นั่นคืิอ? 

***ทฤษฎี SWOT คือ ชื่อของทฤษฎีหนึ่งทางด้านการตลาด ที่ใช้สำหรับวิเคราะห์สภาพโดยทั่วไปขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นในด้านจุดแข็ง จุดอ่อน สำหรับการวางแผนการดำเนินงานต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต แต่เราได้หยิบยกในเฉพาะส่วนที่จะมาประยุกต์กับตลาดหุ้นเท่านั้น 

      โดยสิ่งที่เราจะนำมาพูดถึงจะมีแค่ 2 ส่วนจากทั้งหมดตามหลักการของทฤษฏีSWOT..........เริ่มกันเลย....ส่วนแรก Opportunities (O) คืออะไร? มันคือโอกาสของธุรกิจ โดยมองว่าธุรกิจที่เรากำลังดำเนินการอยู่มีสภาพแวดล้อมหรือปััจจัยใดที่จะเข้ามาช่วยผลักดันธุรกิจเราให้มีโอกาสเสริมสร้างความแข็งแกร่ง(Strengths (S))ได้เพิ่มขึ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อมในระดับที่เรียกว่า "มหาภาค" และถ้าเราจะพูดถึงตลาดหุ้นบ้างล่ะ...โอกาสมันคืออะไร?....โอกาสในตลาดหุ้นมันก็คือ.............ยังบอกไม่ได้.....เพราะอะไร???....เพราะเราต้องรู้จักก่อนว่าอะไรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโอกาสในตลาดจริงๆ(เอาที่ส่วนใหญ่และมีผลกระทบค่อนข้างมากในตลาดเท่านั้นนะครับ)....นั้นคือตลาดในต่างประเทศนั่นเอง ...ตลาด...DOW JONES ที่ใครๆรู้จักกันดีนั่นเอง เพราะอะไรมันถึงมีผลกระทบกับตลาดบ้านเราลองไปศึกษาเพิ่มเติมดูเอาเองน่ะ....แต่ให้แนวคิดไว้ว่า....ประเทศสหรัฐอเมริกา (UNITED STATES OF AMERICA) เป็นประเทศที่มีผลประโยชน์กับทุกประเทศทั่วโลกและมีระบบเศรษฐกิจ การเมืองเชื่อมโยงกับทุกประเทศ...แน่นอนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทุกประเทศจะต้องไปอิงกับตลาดสหรัฐ....และมันเกี่ยวอย่างไรกับบ้านเรา ต้องบอกไว้ว่านักลงทุนในบ้านเราส่วนใหญ่ซื้อ-ขายหุ้นโดยเชื่อมโยง อิงกับตลาดสหรัฐอยู่แล้ว ถ้ามันลงแน่นอนนักลงทุนก็คงกังวนและต้องสนใจ เพราะอะไร?........เพราะการรับรู้ การคัดกรอง ช่วงเวลา ซึ่งทำให้การรับรู้ข่าวสารต่างกัน และยังมีเครื่องมือที่ใช้ ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ในการกำหนดผลแพ้-ชนะ ทั้งหมดกล่าวคือ ถ้าDOW JONES ลงมันส่งผลต่อSET INDEXบ้านเราแน่นอน ถ้าDOW JONESขึ้นนักลงทุนก็คงสบายใจ และเศรษฐกิจมหาภาคก็มีผลต่อเศรษฐกิจจุลภาคเสมอ เหมือนกับที่ว่าหุ้นใหญ่ก็มีผลกับหุ้นเล็กเสมอไม่ทางตรงก็ทางอ้อม 
สรุปคือ......โอกาสในตลาดหุ้นมันมีอยู่เสมอ เช่น การที่DOW JONESขึ้น SET INDEXก็น่าจะมีโอกาสขึ้นหรือช่วยผ่อนคลายสภาวะจิตใจในตลาดได้ไม่มากก็น้อย หุ้นตัวใหญ่จำพวก(SET50 ,SET100) ก็มีโอกาสขึ้น และส่งผลทำให้ตัวเล็ก(1-5-10-15 บาท) อาจจะลง ส่วนทำไมตัวเล็กถึงลงไว้มีโอกาสจะมาบอกกล่าวต่อไป ต่อไปให้โฟกัสไปที่ดัชนี DOW JONES ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ดัชนี้มันลงก็ให้ตั้งสมมติฐานไว้เลยว่า....ตลาดในประเทศต้องลงแน่นอน ดังนั้นหุ้นตัวใหญ่ก็ต้องลง เราก็มีโอกาศที่จะซื้อเก็บไว้ แต่ถ้าตัวเล็กลงล่ะก็มีโอกาสที่เราจะซื้อเช่นกัน ซึ่งจะสรุปใหเดูดังภาพที่1 ดังนั้นโอกาสก็คือ การที่เราจะได้ซื้อหุ้นในราคาที่ถูก และเมื่อใดก็ตามที่หุ้นขนาดใหญ่ลง แน่นอนว่าหุ้นตัวเล็กก็จะผลักตัวเองขึ้น ทำให้เราก็สามารถเลือกเข้าไปซื้อเล่นได้ เพราะหุ้นตัวใหญ่ ตัวเล็กจะสลับกันขึ้นเสมอ(ไม่ทุกตัวน่ะ) แต่ต้องเลือกเล่นให้ถูกจังหวะด้วย จะซื้อตอนลงหรือตอนขึ้นก็ว่าไป
ภาพที่1
ในทางกลับกัน เมื่อใดที่ตัวใหญ่ขึ้น ตัวเล็กก็จะลง ดังภาพที่2

ภาพที่2
      เพื่อความแม่นยำในการมองหาโอกาสให้เน้นไปที่ดัชนีต่างประเทศให้มากเป็นหลัก เพราะมันจะสะท้อนทิศทางตลาดได้ดี แต่ไม่เน้นสำหรับการใช้เป็นเครื่องมือในการมองตลาดระยะยาวเด็ดขาด และให้เราลองไล่การวิเคราะห์มาเป็นระดับๆ เช่น วิเคราะห์จากภาพใหญ่ไปจนเห็นระดับล่างๆ จะทำให้เรามองภาพตลาดได้ดีกว่าเดิม ตามแนวคิดการวิเคราะห์หุ้นจากปัจจัยพื้นฐานมาเป็นอันดับแรก ต่อไปส่วนที่ 2 คือ Threats (T) อุปสรรคที่อาจเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อราคาหุ้นเราจะขออธิบายแตกต่างจากคนอื่น โดยให้มองว่าการที่ตลาดอยู่ในช่วงที่ลง มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้เราได้พบเจอกับOโอกาสอีกครั้งที่จะได้เลือกเล่นหุ้นที่ดีและราคาถูก เนื่องจากสภาวะแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อกิจการนั่นๆ เช่น DOW JONESลง หุ้นขนาดเล็กลง เป็นต้น 
     ทั้งหมดหลักการก็คือ เมื่อใดที่ตลาดใหญ่ลง ก็ให้สันนิฐานไว้ว่า หุ้นตัวเล็กก็ต้องขึ้นแน่นอน และเมื่อใดที่ตัวเล็กลง เราก็ยังสามารถจะเข้าไปเล่นตัวใหญ่ต่อได้ สลับการเล่นไปมาได้อย่างนี้ แต่ทั้งหมดต้องดูจังหวะการเล่นด้วย 

Disclaimer : ข้อมูลต่าง ๆ ที่ปรากฏ เป็นการแค่แนวทางในการศึกษาเรื่องหุ้นเท่านั้นไม่ได้เป็นการชี้นำแต่อย่างใด และไม่รับผิดชอบในความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าโดยทางใด

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ความแตกต่างระหว่างผู้ลงทุนรายย่อยกับรายใหญ่

           
        ปัจจุบันการเล่นหุ้นเพื่อสู้กับตลาดเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะตลาดเองก็มีผู้ลงทุนรายใหญ่กระจายตัวกันอยู่มากมาย บางกลุ่มก็ทำงานกับเป็นเครือข่าย(Data link) ระหว่างกัน แจ้งข้อมูลข่าวสารระหว่างกันตลอดเวลา และถ้าเทียบเป็นกลุ่มผู้ลงทุนก็เป็นสิ่งที่ท้าทายมากที่จะเราสามารถเข้าไปหยิบเงินส่วนต่างมาได้ มันมีคำถามขึ้นมาว่าเพราะอะไร.....คำตอบง่ายมาก
       1.Power คือ...กลุ่มที่เป็นผู้ลงทุนสถาบันมีเงินมาก ดังนั้นการที่มีเงินมากก็สามารถจะกำหนดราคาให้ขยับขึ้นลงได้(**ถ้าสถาบันซื้อจริง5ช่องก็คงไม่อยู่) และการที่ราคาเริ่มขยับมันก็จะเป็นสัญญานให้คนส่วนใหญ่เข้าไปซื้อ ซึ่งแน่นอนการที่เข้าไปซื้อทีหลังต้นทุนก็ย่อมสูงกว่าอยู่แล้ว และถ้าพูดว่าเราขายก่อนได้มัย คำตอบก็คือได้ แต่เราคิดถูกมัยว่าเราจะขายก่อนเขาได้ มาดูข้อต่อไป
      2.Data คือ...การที่้ผู้ลงทุนรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสถาบัน หรือกลุ่มต่างๆที่มีเม็ดเงินที่สูง คนเหล่านั้นก็ต้องสรรหาเครื่องมือที่ดีที่สุดมาใช้ ซึ่งถ้าเป็นผู้ลงทุนรายย่อยไม่มีทางแน่นอนที่จะมี มันแสดงให้เห็นได้เลยว่าข้อมูลที่เราได้รับเทียบไม่ได้กับข้อมูลของคนเหล่านั้นมีได้เลย แน่นอนการมีข้อมูลมากก็ย่อมที่จะรับรู้อะไรๆได้ก่อน การขยับตัวก็เร็วกว่า
     3.Plan คือ...ผู้ลงทุนรายใหญ่ เนื่องจากมีปริมาณเงินที่มากรูปแบบการวางแผนก็ต้องรัดกุมเป็นธรรมดา
     4.Notification คือ...เช่น ...มีเซ็ตระบบการแจ้งเตือนเมื่อตลาดมีทิศทางที่รุนแรง เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ ว่าจะทำอะไร1234...แนวทางปฎิบัติเป็นอย่างไร


^^^สรุปจากทั้งหมดที่กล่าวมาเราได้อะไร...คำตอบคือ...ทำให้เราเข้าว่าการเล่นหุ้นเป็นเรื่องที่ยากที่เราจะสามารถอยู่ในตลาดได้นานและมีกำไร เก็บเกี่ยวดอกผล ....ถ้าเรายังเล่นอย่างประมาทและเสี่ยงกับมัน ดังนั้นแนวทางที่ดีที่สุดคือเราต้องเลือกลงทุนอย่างฉลาด เน้นการลงทุนแบบระยะยาว....พยายามศึกษาและทำตามให้ได้........และรับลองว่า...เราจะเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในตลาดทุนแน่นอน.....ครับ

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ขอฝากบทความเตือนใจหลายๆคนของดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรไว้ให้เป็นสิ่งพึ่งระลึกในการเล่นหุ้นเสมอครับ..."HUNGER GAME...เกมล่าหุ้น"

        การเล่นหุ้นช่วงหุ้นบูมอย่างในช่วงนี้ ทำให้ผมนึกไปถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ที่ผมได้ดูและรู้สึกว่าสนุกและมีข้อคิด หรือปรัชญาที่แหลมคม


        หนังเรื่องนี้ทำมาจากหนังสือที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ในระดับเดียวกับเรื่องแฮรี่พอร์ตเตอร์ชื่อ The Hunger Game  หรือแปลตรงๆ คือ "เกมของผู้ที่หิวโหย" เนื้อเรื่องคร่าวๆ มีว่ามหาอาณาจักรแห่งหนึ่ง ได้ปราบปรามรัฐที่เป็นกบฏสิบกว่าแห่งสำเร็จ หลังจากนั้นทุกปี แต่ละรัฐต้องส่งคนมารัฐละสองคน เพื่อเป็น "เครื่องบรรณาการ" ให้กับอาณาจักร เพื่อเข้าร่วม "เล่นเกม" ที่ชื่อว่า Hunger Game ซึ่งคนที่อยู่ในจักรวรรดิจะได้ชมสดแบบ "เรียลลิตี้โชว์"

กฎและวิธีการเล่นเกมนี้ คือ คนจำนวนยี่สิบกว่าคนนี้ จะถูกนำไปปล่อยไว้ในป่าพร้อมๆ กับกองอาหารและอาวุธต่างๆ หน้าที่ของแต่ละคนคือ พวกเขาต้องพยายามฆ่าคนอื่นให้หมด คนที่รอดเพียงคนเดียวจะเป็นผู้ชนะและจะกลายเป็น "ฮีโร่" ที่จะได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ โดยที่ "ป่า" หรือ "สนามแข่งขัน" จะมีกล้องติดอยู่ตลอด  
 
นอกจากนั้น คนที่คุมเกมการแข่งขันซึ่งคล้ายๆ กับโปรดิวเซอร์ ยังส่งสัญญาณที่เป็นเสียง และปรับสภาพแวดล้อม หรือแม้แต่ส่งยา หรือสัตว์ร้ายเข้าไปในจุดที่ต้องการ เพื่อที่จะทำให้เกมน่าสนุกมากขึ้น
 
สาระสำคัญ นอกจากความสนุกสนานแล้ว ผมคิดว่าอยู่ที่เรื่องของการเผยถึง "สันดาน" ที่อยู่เบื้องลึกของคนเมื่อต้องเผชิญกับอันตรายที่ใหญ่หลวงคือความตาย  และกลยุทธ์ที่ถูกต้องในการเอาตัวรอด ประเด็นก็คือ ตั้งแต่เริ่มต้นการแข่งขันเมื่อทุกคนถูกปล่อยตัวข้างกองอาหารและอาวุธ  คนส่วนใหญ่ต่างก็รีบวิ่งเข้าไปหยิบฉวยอาวุธที่ตนเองถนัดและคว้าอาหารทันที คนที่ทำได้ก่อนก็จะพยายามฆ่าคนที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที   
 
นี่เป็นกลยุทธ์ที่ผิด โค้ช ซึ่งเป็นผู้ที่เคยชนะในการแข่งขันปีก่อนๆ บอกกับตัวเอก (นางเอก) ของเรื่องว่า ห้ามเข้าไปแย่งชิงอาวุธ หรืออาหารที่ถูกวาง "ล่อ"ไว้ เพราะในสถานการณ์แบบนั้น โอกาสที่จะถูกฆ่ามีสูง
 
กลยุทธ์ที่จะทำให้ชนะนั้น โค้ช บอกว่า เราต้องไม่พยายามฆ่าใครเลย สิ่งที่ต้องทำก็คือ พยายาม "หนี" หรืออย่างมากก็คือป้องกันตัว แม้จะมีโอกาส  เราก็จะต้องไม่ฆ่าถ้าไม่จำเป็น พูดง่ายๆ ว่าอย่าทำตัวให้เป็นเป้าหมายในการถูกล่า ตรงกันข้าม ปล่อยให้คนอื่นฆ่ากันเองดีกว่า
 
เหตุการณ์ในภาพยนตร์ ช่วงหนึ่งก็มีการรวมตัวของผู้เข้าแข่งขันกลุ่มหนึ่ง เพื่อไล่ล่าคนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม นี่ก็เป็นเรื่องความคิดที่คนพยายามที่จะ "ร่วมกัน" เพื่อที่จะกำจัดคู่แข่งบางส่วนออกไป ซึ่งจะทำให้กลุ่มของตนได้ประโยชน์ แต่หลังจากนั้น พวกเขาก็ต้องฆ่ากันเอง ด้วยวิธีนี้ พวกเขาคิดว่าโอกาสที่ตนเองจะชนะก็มีมากขึ้น เรื่องทำนองนี้ ผมคิดว่าเกิดขึ้นตลอดเวลาในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เช่น การที่รัสเซียทำสัญญาเป็น "พันธมิตร" กับเยอรมนีช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อที่จะแบ่งกันยึดประเทศที่อ่อนแอกว่า ที่ทั้งคู่ต่างก็อยากจะครอบครอง แต่ในที่สุดเมื่อสำเร็จแล้ว เยอรมนีก็หันกระบอกปืนใส่โซเวียต และรบกันรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สงครามของโลก
 
มองดูการซื้อขายหุ้นระยะนี้ ผมพบว่า บางทีนักเล่นหุ้นบางกลุ่ม อาจกำลังเล่น  Hunger Game กันอยู่ นั่นคือพวกเขากำลังเข้าไปเล่นหุ้นที่มีการเก็งกำไรรุนแรงมากที่ปรากฏตัวขึ้นมาแทบทุกวัน วันละไม่น้อยกว่า 3-4 ตัว หุ้นเหล่านี้เท่าที่ผมสังเกตและใช้วิจารณญาณส่วนตัว ก็พบว่าเป็นหุ้นที่มีคุณสมบัติร่วมอย่างน้อย 2-3 อย่าง ได้แก่
 
ข้อหนึ่ง เป็นหุ้นที่มี Free Float หรือหุ้นหมุนเวียนในตลาดน้อย หรือไม่ก็เป็นหุ้นที่มีมูลค่าตลาดทั้งหมดของหุ้นต่ำถึงต่ำมาก สรุปก็คือ หุ้นทั้งหมดที่เล่นกันได้ของหุ้นตัวนั้น คิดตามราคาตลาดแล้ว ส่วนใหญ่มีไม่เกิน 4-500 ล้านบาท ที่ใหญ่หน่อยก็มีไม่เกิน 2-3,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเม็ดเงินของนักลงทุนส่วนบุคคลรายใหญ่ๆ แล้ว ต้องบอกว่าน้อยมาก ขนาดที่ว่า ถ้า "ขาใหญ่" ต้องการ เขาคนเดียวก็กวาดซื้อหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดได้ทั้งหมด แต่จริงๆ แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น เพราะมีนักเล่นหุ้นจำนวนมาก ที่พร้อมจะเข้ามาซื้อกันคนละเล็กละน้อยก็เพียงพอที่จะทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปสู่ "สวรรค์ชั้นดาวดึงส์" ได้แล้ว
 
ข้อสอง หุ้นเหล่านั้น ไม่มีสถิติราคาหุ้นในอดีตที่ยาวพอที่จะทำให้คน "ติดยึด" หรือถ้ามีราคาก็เป็นราคาที่ "เก่า" มาก ไม่สามารถใช้อ้างอิงได้ ดังนั้น  เวลาที่ราคาจะปรับตัวขึ้นไป จึงไม่ค่อยมี "ข้อจำกัด" 
 
ข้อสาม หุ้นที่จะวิ่งจริงๆ ส่วนใหญ่อยู่ในหุ้น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรกที่ร้อนแรงที่สุดช่วงนี้คือ หุ้น IPO หรือหุ้นที่เข้าจดทะเบียนในตลาด โดยเฉพาะในตลาด  MAI  หุ้นกลุ่มที่สอง คือ กลุ่ม Turnaround หรือหุ้นที่ฟื้นตัวจากการล้มละลาย หรือปัญหารุนแรงทางธุรกิจ หรือการเงิน และกลุ่มสุดท้าย คือ หุ้นที่มีข่าวดี หรือเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญของบริษัท เช่นจะมีคนมาเทคโอเวอร์ หรือเปลี่ยนธุรกิจของบริษัทใหม่ จากธุรกิจที่ย่ำแย่เป็นธุรกิจ "แห่งอนาคต"
 
การที่หุ้นดังกล่าวทั้งสามกลุ่ม ปรับตัวขึ้นไปรุนแรงมาก เช่น หุ้น IPO เข้าตลาดวันแรกขึ้นไปแล้วจากราคาจองหลายสิบหรือบางตัวหลายร้อยเปอร์เซ็นต์นั้น  ถ้ามองจากข้อมูลพื้นฐานที่ที่ปรึกษาการเงินคิดคำนวณไว้ น่าจะเชื่อได้ว่า ไม่น่าเป็นราคาที่เหมาะสม เหนือสิ่งอื่นใด ประวัติศาสตร์หุ้นยาวนานก็บอกอยู่แล้วว่า หุ้น IPO นั้น "It Probably Overpriced" ความหมายคือ ราคาที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อขายให้ประชาชนนั้น จะสูงเกินพื้นฐาน  หุ้นฟื้นตัวเอง บางครั้งโดยเฉพาะในช่วงแรกของการฟื้นตัวอาจจะดูดีกว่าปกติ   
 
แต่หลังจากนั้น อาจจะกลับไปสู่ "พื้นฐานที่แท้จริง" ของธุรกิจที่ว่ามันอาจจะไม่ใช่ธุรกิจที่ดี และถ้าจะเป็นข้อเตือนใจ คือ คำพูดของ วอร์เร็น บัฟเฟตต์ ที่ว่า "Turnarounds Seldom Turn Around" แปลว่าหุ้นฟื้นตัวนั้น น้อยครั้งจะฟื้น สุดท้ายคือหุ้นที่มีข่าวระดับ เปลี่ยนแปลงธุรกิจ หรือพื้นฐานของธุรกิจ นี่เป็นอะไรที่ต้องระวังมาก เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่กิจการจะประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืนในสิ่งที่ตนเพิ่งจะเริ่ม
 
การเข้าไปร่วมเล่น "Hunger Game" หรือที่ผมอยากจะเรียกว่า "เกมล่าหุ้น" ผมคิดว่าเป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะบ่อยครั้ง เราเข้าไปช่วงที่ราคาขึ้นไปมากแล้ว เหนือสิ่งอื่นใด อาจมี "โปรดิวเซอร์" หรือคนจัดฉากและกำหนดพล็อตเรื่องไว้แล้ว โอกาสชนะอาจมีน้อยกว่าที่คิด   
 
จริงอยู่ เกมอาจท้าทายน่าตื่นเต้น ผู้ชนะอาจเป็น "ฮีโร่" แต่นี่เป็นคนส่วนน้อย อาจไม่ใช่คนเดียวแบบในหนัง แต่ "คนตาย" อาจมีมากกว่า ถ้าเรารักจะเล่นก็ควรต้องมีกลยุทธ์ที่ดีเพื่อเอาตัวรอด แต่สำหรับผมแล้ว ผมปฏิเสธที่จะเล่น เราไม่ได้ถูกบังคับอย่างในภาพยนตร์ให้ต้องเข้าร่วมในเกมล่าหุ้นนี้ ผมเองเชื่อในสุภาษิตที่ว่า ความตื่นเต้นกับผลตอบแทนในตลาดหุ้นนั้น มักจะไปกันคนละทาง

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การเคลื่อนไหวต้องสัมพันธ์กับปริมาณเสมอ.....เป็นพื้นฐานที่จะนำมาใช้วิเคราะห์ในระดับสูงต่อไป


         
        ปัจจุบันมีคนจำนวนมากที่รู้จักวิธีใช้เครื่องมือในตลาดทุน แต่มีน้อยที่จะรู้และเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมวันนี้เลยจะขอกล่าวถึงเครื่องมือ 2 ตัวที่จะเข้ามาช่วยควบคุมความเสี่ยงของเราให้อยู่ในสถานะที่รับได้อาจจะเป็นเครื่องมือที่ง่ายๆแต่ถ้าเรานำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้องก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเรามากที่เดียว มาเริ่มกันเลย........เครื่องมือนั้นก็คือ......
·         Most Active Volume
·         Top Gainer
***(ต้องใช้คู่กันเสมอ) เพราะมันจะเป็นตัวที่จะตรวจสอบข้อมูลซึ่งกันและกัน

        ยกตัวอย่าง  .....เราสังเกตเห็นหุ้น Aจาก Tap Manu Top Gainer ว่าหุ้น A มีมูลค่าสูงขึ้นเปลี่ยนแปลงจากราคาเปิดช่วงที่ 1 สมมุติเลือกมาสัก 1 ตัว เราสังเกตแล้วว่ามีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เราก็จะได้หุ้น A มา และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นA น่าซื้อ วิธีการก็คือ ลองเข้าไปดูต่อที่ Tap Manu Most Active Volume ถ้ามีหุ้น A อยู่ก็แสดงว่าน่าซื้อ เพราะอะไร...เพราะมันจะแสดงให้เห็นเลยว่าราคาหุ้นนั้นๆที่เปลี่ยนแปลงไป...มันเกิดจากปริมาณการซื้อจำนวนมากที่เข้ามาซื้อไม่ได้เกิดขึ้นจากการปั่น หรือเกิดจากรายการซื้อที่ผิดปกติ  ซึ่งสุดท้ายจะทำให้หุ้น A เป็นหุ้นที่น่าสนใจที่เราจะเข้าไปซื้อและทำกำไรได้ตัวหนึ่ง....จากการที่เราอาศัยเครื่องมือดังกล่าวคัดกรองมาแล้ว
      
        ***หมายเหตุ...ข้อมูลทั้งหมดที่เขียนขึ้นเป็นการเสนอแค่แนวทางที่เกี่ยวข้องกับการดูราคาหุ้นที่อิงกับปริมาณตามหลักปกตินิยมเท่านั้นที่จะช่วยให้เราจำกัดความเสี่ยงให้ได้ดียิ่งขึ้น..... ซึ่งจริงๆแล้วทั้งหมดอยู่ที่แต่ละคนจะหยิบอะไรมาแล้วมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตัวเองและเกิดประโยชน์กับผู้ใช้ให้มากที่สุดครับ.

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

"เซียน VI ไทย" มักมีความเชื่อที่อันตราย(ในมุมมองของ VALUE INVESTOR)

 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กับบทความ "ความเชื่อที่อันตราย" ของ VI
          VI จำนวนไม่น้อยที่ผมได้พบเห็น โดยเฉพาะตามเว็บไซต์ต่างๆ มักมีศรัทธา หรือความเชื่อที่ยึดมั่นใน "แนวทาง VI" อย่างมั่นคง


     จนผมรู้สึกว่า "มากเกินไป" ส่วนหนึ่งของความเชื่อนี้ อาจเป็นเพราะ "ความสำเร็จของ VI" ทั้งในระดับโลกอย่าง วอร์เร็น บัฟเฟตต์ และปีเตอร์ ลินช์ และ "เซียน VI ไทย" จำนวนมากในช่วงเร็วๆ นี้  ที่เสนอแนวทางแบบ VI อย่างกว้างขวางและภาคภูมิ จนทำให้แนวทางอื่นในเรื่องการลงทุนกลายเป็นเรื่องที่อาจไร้สาระ หรือตลกในสายตาของ VI ที่ติดตามศึกษาทฤษฎี VI อย่างเข้มข้น และมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก   
 
     แน่นอน ความเชื่อเหล่านี้ เป็นสิ่งดีที่จะยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ให้เราไขว้เขวไปจากแนวทางที่ถูกต้อง แต่ถ้ายึดมั่นเกินไป บางครั้งอาจเป็นอันตรายเหมือนกัน เพราะจะไม่ยืดหยุ่น และถ้าเกิดความผิดพลาด ความเสียหายจะมากกว่าปกติ ลองดูว่าความเชื่อ หรือศรัทธาเรื่องไหนที่ผมเห็นว่าเราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
 
    เรื่องแรกคือ เชื่อว่าเราสามารถคำนวณ Intrinsic Value หรือมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได้แม่นยำ และผิดพลาดมากในระดับทศนิยม และถ้าราคาหุ้นต่ำกว่านั้นมาก ทำให้เรามี  Margin Of Safety (MOS) มากพอ เราก็จะซื้อหรือถือหุ้นไว้ไม่ว่าสถานการณ์ตลาดจะเป็นอย่างไร หลายคนพร้อม "ตีแตก" ถ้า  MOS  สูงลิ่ว
 
     ประเด็นคือ มูลค่าที่แท้จริง ถ้าจะคำนวณจริงๆ ต้องมีสมมุติฐานสำคัญคือ ต้องรู้ว่ากำไรของบริษัทในอนาคตระยะยาวมากเป็นอย่างไร เงินสดหรือปันผลที่เราจะได้เท่าไร และจะโตอย่างไร นอกจากนั้น ต้องรู้ถึงต้นทุนของเงินทุนในตลาดด้วย ทั้งหมดนั้น ถ้าเปลี่ยนแปลงผิดจากที่คาดไว้ แม้เพียงเล็กน้อย มูลค่าที่แท้จริงของหุ้นก็จะเปลี่ยนแปลงไปมากมาย   
 
     หลายคนอาจใช้สูตรง่ายๆ แบบหยาบๆ เช่น ใช้ค่า PE ว่า กิจการควรมีค่า PE 15 เท่า ถ้ารู้ว่ากำไรปีนี้จะเป็นเท่าไร ก็หามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได้ แต่นี่ไม่ใช่มูลค่าที่แท้จริงแน่ๆ ยกเว้นว่า กำไรของบริษัทปีต่อๆ ไปอีกยาวนาน ในอนาคตไม่ลดลง และค่า PE ยังเป็น 15 เท่า ไม่ใช่ 7 เท่า  
 
    ในความคิดของผม มูลค่าที่แท้จริงที่เราคิดไว้ จะเป็นช่วงที่กว้างไม่ใช่เลขตัวเดียว ที่จริงผมสนใจเฉพาะหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าหุ้นที่ต่ำที่สุดที่ผมคำนวณได้ ส่วนมูลค่าหุ้นที่สูงที่สุด ผมแทบไม่สนใจที่จะคำนวณ เหนือสิ่งอื่นใด มูลค่าหุ้นเติบโตและลดลงได้ตามเวลาที่ผ่านไป
 
     เรื่องที่สองคือ  VI จำนวนมากไม่เชื่อเรื่อง  Efficient Market หรือตลาดหุ้นที่มีประสิทธิภาพ พวกเขาคิดว่า "นายตลาด" ผิดพลาดเสมอ นายตลาดเป็นคนที่ "คุ้มดีคุ้มร้าย" ตามที่เบน เกรแฮม บอกไว้ เขาให้ราคาหุ้นที่ไม่มีเหตุผล บางครั้งก็สูงเกินพื้นฐานมาก บางครั้งก็ต่ำกว่าพื้นฐาน เราสามารถฉกฉวยประโยชน์โดยซื้อหุ้นที่มีราคา "ถูมากๆ" หรือขายหุ้นที่มีราคา "แพงมากๆ" ได้
 
    ผมก็เชื่อว่าหุ้นบางตัว และตลาดหุ้นบางสถานการณ์ มีหุ้นที่มีราคาแตกต่างจากมูลค่าพื้นฐานจริงๆ โดยเฉพาะบริษัทที่ถูกละเลยไม่มีคนสนใจ และเป็นหุ้นขนาดเล็ก แต่หุ้นที่มีขนาดใหญ่ หรือหุ้นที่มีคนซื้อขายและติดตามมากๆ หรือเป็นหุ้น "ยอดนิยม" ราคาหุ้นอาจจะสะท้อนพื้นฐานได้ใกล้เคียง   
 
     พูดง่ายๆ ราคาหุ้นโดยเฉลี่ยเหมาะสม จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำกำไรได้สูงมากๆ แบบง่ายๆ ได้ ดังนั้น "นายตลาด" ก็คือคนทุกคนที่มาเล่นหุ้นตัวที่เรากำลังเล่นอยู่  บางครั้งอาจจะเห็นว่าคนอื่น รู้น้อยกว่าเรา จำนวนมากเล่นหุ้นโดยไม่เคยวิเคราะห์ด้วยซ้ำไป  
 
    แต่อย่าลืมว่า มีคนอื่นอีกหลายคน ที่อาจรู้มากกว่าเรา ที่สำคัญ พวกเขามี "น้ำหนัก" หรือเม็ดเงินสูงมาก ถ้าคำนวณแล้ว อาจมีฝีมือ หรือความรู้ในตัวหุ้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ถ่วงน้ำหนักแล้ว ผลคือ ที่คิดว่าเรา "แน่" นั้น ที่จริงเราเป็น "หมู" อย่าลืมว่าแม้แต่ เบน เกรแฮม ก่อนตายยังยอมรับว่า ตลาดหุ้นอเมริกาได้พัฒนาจน "มีประสิทธิภาพ" ไม่เหมือนสมัยที่เขาเสนอแนวการลงทุนแบบ VI ย้อนหลังไปหลายสิบปี
 
    เรื่องที่สามคือ ความเชื่อที่ว่า ถ้าต้องการทำผลตอบแทนการลงทุนที่สูงต่อเนื่องยาวนานได้ ต้องซื้อหุ้นที่ Undervalue หรือหุ้นถูก และขายหุ้นที่ Overvalue หรือ Fair Value หรือหุ้นที่แพง หรือเต็มมูลค่า ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะทำให้ได้ผลตอบแทนปีละ 30-40% หรืออาจมากกว่านั้นได้ในระยะยาวอาจเป็นสิบๆ ปี ด้วยวิธีนี้  เราอาจถือหุ้นแต่ละตัวโดยเฉลี่ยไม่เกินหนึ่งปี    
 
     การที่ได้ผลตอบแทนสูงแบบนี้ได้ เพราะหุ้นแต่ละตัว เมื่อมีราคาถูก เป็นหุ้น VI จะมีโอกาสมี  Rerate หรือการปรับราคาใหม่ คือมีช่วงที่หุ้นวิ่งขึ้นไปเร็วๆ บางทีเป็นเท่าตัว หรือหลายเท่าตัว เมื่อมีคนมาพบและ "แห่" เข้ามาซื้อ ทำให้ราคาขึ้นไปแรงมาก ทำให้หุ้นอาจไม่ Undervalue ต่อไป จึงต้องขายทำกำไรไปหาหุ้นตัวอื่น พวกเขาคิดว่า การซื้อแล้วถือไว้ยาวนาน จะไม่มีทางทำกำไรได้มาก เพราะระยะยาว แม้แต่หุ้นระดับ "ซุปเปอร์สต็อก" มักมีกำไรเติบโตไม่เกิน15-20% ต่อปี ซึ่งราคาหุ้นจะวิ่งไปตามผลกำไร คือปีละประมาณไม่เกิน 15-20%
 
      เหตุที่ผมคิดว่า ความเชื่อนี้อันตรายอยู่ที่ว่า ทำให้เรามีแนวโน้มเป็น Trader หรือนักเก็งกำไรแทนจะเป็นนักลงทุน ในระยะสั้นๆ ช่วงตลาดหุ้นบูม การเทรดหุ้นอาจทำกำไรได้ดีปีละหลายสิบเปอร์เซ็นต์ติดต่อกันบางที 3-4 ปี แต่ระยะยาว ถ้าช่วงตลาดไม่ได้เอื้อ การทำกำไรแบบนั้นเป็นเรื่องยาก การที่ถือหุ้นที่เป็นบริษัทยอดเยี่ยมและทำกำไรปีละ 15-20% ต่อเนื่องยาวนานจะปลอดภัยกว่า และผมเชื่อว่าโดยรวมจะให้ผลตอบแทนดีกว่า
 
      สุดท้ายที่ผมอยากจะพูดถึงคือ ความเชื่อที่ว่า หุ้นที่มีค่า  PE และ PB  ต่ำมาก คือหุ้นที่มีราคาถูกและเป็นหุ้น VI แน่นอนโดยไม่ได้พิจารณาลึกซึ้งถึงพื้นฐานของกิจการ อันตรายของความเชื่อคือ ประการแรก ค่า B หรือมูลค่าทางบัญชีของบริษัท เป็นมูลค่าอดีตที่บริษัทลงทุนไปในรูปการซื้อทรัพย์สินเช่น โรงงาน อุปกรณ์ แต่มูลค่าที่แท้จริง หรือราคาตลาดของทรัพย์สิน อาจน้อยกว่ามาก  
 
      ตัวอย่างคือมูลค่าโรงงานและเครื่องจักรสิ่งทอของบริษัทเบิร์กไชร์ของบัฟเฟตต์ ตอนที่ต้องปิดกิจการ ราคาขายเท่ากับเศษเหล็ก ดังนั้น PB ที่ต่ำต่อเนื่องจึงอาจไม่มีความหมาย ต่อมาเมื่อค่า PE ลดลงต่ำมากเช่นกัน แต่นี่อาจเป็นเพราะกำไรในปีนั้นดีขึ้นมาก เพราะภาวะอุตสาหกรรม เช่น ราคาสินค้า หรือวัตถุดิบที่เป็นโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้น หรือลงชั่วคราวที่ทำให้กำไรของบริษัทกระโดดขึ้นเพียงปีหรือสองปี   
 
      หลังจากนั้นค่า PE อาจกลับมาสูงอย่างเดิม ดังนั้น ค่า PE ที่เห็นว่าต่ำ ก็ไม่มีความหมายเช่นเดียวกัน สรุปแล้ว แม้หุ้นจะมีทั้งค่า  PE และ PB ที่ต่ำมาก ก็ไม่ได้เป็นหุ้นถูก ถ้าเราเข้าไปลงทุน และคิดว่าเรากำลังเจอหุ้นที่เป็นสุดยอด VI เราอาจขาดทุนได้มากอย่างไม่น่าเชื่อได้

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

เวลาและจังหวะสำคัญไหม?


         คนส่วนใหญ่มักจะเล่นหุ้นตามอารมณ์ของตนเอง ลืมที่จะคิดและประเมินสถานการณ์ก่อน เืลือกที่จะซื้อในจังหวะที่หุ้นขึ้นและมักจะเลือกขายในจังหวะที่มันลง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันมีหลายปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาก่อนการตัดสินใจแต่ละครั้ง ว่าเราจะซื้อจะขายตอนไหน...แต่ก่อนอื่นจะขอพูดถึงการกำหนดกลยุทธ์ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งสำคัญมาก เราต้องรู้ก่อนว่าจะเล่นอย่างไร สมมติว่าเป็นวันพรุ่งนี้(T+1,2,3,...) T คือวันนี้ ซึ่งวันที่ T เราจะต้องดูว่าเราจะตั้งปัจจัยอะไรบ้างมาพิจารณา เช่น เราจะซื้อหุ้นครั้งนี้ 1 ตัวกำหนดว่าถือไว้ อย่างน้อย 1,2,3,...เดือนและกำหนดว่าถ้่าขายจะขายที่ราคาเท่านี้ หรือขายเมื่อราคาหุ้นOverpricedแล้ว ซึ่งการถือแต่ละครั้งอาจจะใช้เกณฑ์การลงทุนระยะสั้น ระยะยาวก็ได้ ฯลฯ ส่วนเกณฑ์การขายอาจจะใช้เรื่องอัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratios)เข้ามาช่วยและค่อยเข้าไปซื้อจริง โดยขออธิบายดังนี้


  • เลือกหุ้นจากอะไร  ===>................. (กรอก) ...............เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมเด่น(เอาเรื่่องSWOTมาจับก็ได้),ความผันผวนสูง(Swing High-Low) ฯลฯ
  • ช่วงราคาหุ้น  ===>................. (กรอก) ...............เช่น 5,10,60 ขึ้นไป(แล้วแต่สะดวกตามฐานะเลย) ถ้าหุ้นราคาสูงก็เสี่ยงน้อยหน่อย ราคาต่ำก็เสี่ยงสูงมากหน่อย
  • ระยะเวลาการลง  ===>................. (กรอก) ...............เช่น น้อยกว่า 6 เดือน,6 เดือน-1 ปี,1 ปี-5 ปี และมากกว่า 5 ปีขึ้นไป
  • ซื้อเมื่อไร(จังหวะ)  ===>................. (กรอก) ...............เช่น อุตสาหกรรมนั้นๆอยู่ในสถานการณ์วิกฤต อาจจะข่าวหรืออะไรก็ตามซึ่งมันส่งผลด้านจิตวิทยาเท่านั้นเและคนตกใจ แต่เราวิเคราะห์มาอย่างดีแล้วว่าธุรกิจนี้ดี เราก็เข้าไปซื้อเลย โดยเลือกช่วงที่คนริ่มเข้ามาซื้อน้อยๆแรงขายน้อยลง เพื่อให้ซื้อได้ในราคาีที่ดีที่สุด สมเหตุสมผล แต่ไม่ตองกังวนมากว่าซื้อถูกหรือยัง ซึ่งส่วนนี้มันจะเชื่อมกับเรื่องระยะการลง ถ้าเราซื้อและถือยาวก็ปล่อยได้ รอขายที่ราคาสูงๆได้เลย             


  • ขายเมื่อไป ===> ............(กรอก) ...............เช่น P/BV เริ่มสูง/เริ่มต่ำก็ว่าไป หรือเกณฑ์อื่นๆ สุดแล้วแต่..

(ขอเน้นเฉพาะแค่ 2 ส่วนน่ะครับ)

***ทุกคนต้องกรอกและทำตามแผนที่นั้น(อย่างมีวินัย)รับรองว่าการลงทุนจะเป็นเรื่องที่ง่ายและสร้างผลตอบแทนให้คุณอย่างงดงามแน่นอนครับ